คลิกเพื่ออ่านข่าวปัจจุบัน >>
 
    ***ข่าวดี! สายการบินญี่ปุ่นเตรียมยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิง ค่าตั๋วถูกเป็นประวัติการณ์***

>>>>สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ และ เจแปนแอร์ไลน์ จะยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิงตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป ส่งผลให้ค่าตั๋วเครื่องบินลดราคาลงมากเป็นประวัติการณ์

 

>>>> กระทรวงคมนาคม, โครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ประกาศว่า สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ และ เจแปนแอร์ไลน์ 2สายการบินใหญ่ของญี่ปุ่นจะยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิงตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างมาก โดยนับเป็นครั้งแรกที่สายการบินญี่ปุ่นยกเลิกการเก็บค่าเชื้อเพลิงตั้งแต่เดือนกันยายน ปี2009

 

>>>>สายการบินต่างๆได้เรียกเก็บค่าเชื้อเพลิงในราคาตั๋วเครื่องบินต่อเนื่องมานานหลายปีเนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น โดยANA และ JAL คิดค่าเชื้อเพลิงมากถึง 14,000เยนสำหรับเที่ยวบินไป-กลับจากสหรัฐฯและยุโรป และราคาต่ำที่สุดที่ 600 เยนสำหรับเที่ยวบินไป-กลับเกาหลีใต้ 

 

>>>> บริษัทท่องเที่ยวในญี่ปุ่นต่างแสดงความยินดีที่สายการบินหลักของญี่ปุ่นยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลง และจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าสายการบินอื่นๆที่บินมายังญี่ปุ่นจะลดราคาหรือยกเลิกเก็บค่าเชื้อเพลิงเช่นเดียวกัน

 

>>>>ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดถึงเกือบ 20ล้านคน หากแต่เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ประกอบกับค่าเงินเยนที่แพงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวที่มายังญี่ปุ่นเริ่มมีแนวโน้มชะลอลงเช่นเดียวกัน แต่ราคาตั๋วเครื่องบินที่ลดลงนี้เป็นปัจจัยใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้เดินหน้าต่อไปได้.

 

 

 

 
 
    >>>เปิดให้ทำพาสปอร์ตวันเสาร์ เป็นของขวัญคนไทย>>>

          กระทรวงการต่างประเทศ มอบของขวัญปีใหม่ 2559 ให้ประชาชน เปิดให้ทำพาสปอร์ตวันเสาร์นาน 4 เดือน เริ่ม 31 ธันวาคม 2558            

           วันที่ 31 ธันวาคม 2558 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้เพิ่มเวลาให้บริการทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เพิ่มจากเวลาทำการปกติ โดยเพิ่มวันเสาร์ 1 วัน เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป

           ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากปัญหาของประชาชนหลายท่านที่ไม่สามารถมาทำพาสปอร์ตได้ในวันธรรมดา เพราะติดงาน โดยเมื่อเปิดเวลาทำการเพิ่ม ตนเชื่อว่าจะมีประชาชนหลายคนได้รับประโยชน์ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็มีความพร้อม และเต็มใจที่จะให้บริการ การเปิดให้บริการทำหนังสือเดินทางในวันเสาร์
ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 มกราคม - 2 เมษายน 2559 เวลา 8.30 - 15.30 ใน 3 สำนักงาน ได้แก่

          1.ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค

          2. SC Plaza สายใต้ใหม่

          3.ศูนย์การค้าบิ๊กซี สุวินทวงศ์ 

 

****สำหรับใครที่จะมีโปรแกรมไปเที่ยว ตปท. ภายในปีนี้..... เตรียม PASSPORT กันได้เลยนะคะ ****

 
 
    เทศกาลดื่มเบียร์ (Oktoberfest)

มันคือ เทศกาลกินเบียร์แห่งชาติ หรือถ้าจะบอกว่าเป็นเทศศกาลกินเบียร์อันดับ 1 ของโลกก็คงจะไม่ผิดนัก ว่ากันว่าเทศกาล Oktoberfest เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกต่างหาก เพราะมีคนเดินทางมาร่วมงานในปีๆ หนึ่งมากกว่า 6 ล้านคน เพื่อดื่มเบียร์ประมาณ 6 ล้านลิตร และไส้กรอกหมูกว่า 430,000 เส้น

เทศกาล นี้จะเริ่มต้นขึ้นในวันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี กินเวลา 16 วันเต็มๆ บนพื้นที่ 42เอเคอร์ที่มีชื่อว่า Theresienwiese ในเมืองมิวนิค ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นบาวาเรีย ลักษณะพิเศษของงาน Oktoberfest คือ มีโรงเบียร์ขนาดใหญ่ 14 โรง (จริงๆ แล้วคือเต็นท์ขนาดยักษ์) ให้เลือกเข้าไปนั่งดื่มกัน นำโดยแบรนด์ดังๆ และเมื่อนำทุกโรงเบียร์มารวมกัน ในแต่ละคืนจะสามารถรองรับนักดื่มได้ถึง 1 แสนคนเลยทีเดียว ที่สำคัญ คือ ทุกคนมาสนุกสนาน ครื้นเครง เป็นกันเอง ไปกับรสชาติของเบียร์ และเสียงดนตรี แน่นอนว่าเบียร์เป็นพระเอกของงานนี้ มันจะถูกบรรจุมาในแก้วขนาด 1 ลิตร ที่มีชื่อเรียกว่า Mab แต่ที่น่าลิ้มลองไม่น้อยไปกว่ากัน คือ อาหารท้องถิ่น นำโดย Sausage (ไส้กรอกหมู) Hendi (ไก่)และ Kasespatzle (เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำมาจากชีส) รวมถึงของหวานอย่างแพนเค้ก แอปเปิ้ล ราคาของ Mab นั้นเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยในปีนี้คาดว่าจะมีราคาประมาณ 7-8 ยูโร หรือตกประมาณ 350-400 บาท

ในวัน เปิดงานจะมีขบวนพาเหรด รถม้า วงดุริยางค์ ขบวนรถตกแต่ง ตามแบบฉบับของคนบาวาเรี่ยน เดินแห่ไปตามท้องถนนของเมืองมิวนิค คล้ายๆ กับงานแห่ตามต่างจังหวัดของบ้านเรา นอกจากนี้ ยังมีสวนสนุกขนาดใหญ่ และเครื่องเล่นเจ๋งๆ มาช่วยเพิ่มความมันส์กันอีกด้วย ส่วนประวัติคร่าวๆ ของ Oktoberfest งานนี้มีขึ้นมาตั้งแต่ปี 1810 เพื่อเฉลิมฉลองพิธีแต่งงานของพระราชกุมารลุดวิก

 
 
    ....................... ภาษีศุลกากร"ขาเข้า" ......................

เมื่อประมาณวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 นักท่องเที่ยวหลายราย ที่พบเห็นป้ายข้อความประกาศ ของสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ประกาศแจ้งผู้โดยสาร และลูกเรือที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยระบุว่า

"บุคคลสามารถนำของใช้ส่วนตัว (Personal Effect) เข้าประเทศได้ไม่เกินครั้งละ 10,000 บาท โดยต้องไม่มีลักษณะทางการค้า เสบียง อาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี, บุหรี่/ยาสูบ/สุรา/ไวน์ นำเข้าได้ในจำนวนจำกัด ของฝากญาติ ของบริจาค ของสะสม ของมือสอง ของฝากเจ้านาย ไม่ถือว่าเป็นของใช้ส่วนตัว กระเป๋า-นาฬิกาแบรนด์เนมราคาเกิน 10,000 บาท ต้องชำระภาษี"

ซึ่งภายหลัง เหล่านักท่องเที่ยวต่าง รู้สึกช็อคไปทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนใหญ่เข้าใจว่า เป็นการป้องกันและปราบปรามกลุ่มแม่ค้า พ่อค้าพรีออร์เดอร์ทั้งหลายที่ทำธุรกิจหิ้วสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายโดยวิธีการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งความผิดทางศุลกากรกำหนดไว้ชัดเจนตามประกาศกรมศุลกากรว่า

“ห้ามบุคคลนำของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอากรหรือของที่ควบคุมการนำเข้า หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง เข้ามาในประเทศไทยโดยของที่ลักลอบหนีศุลกากร อาจเป็นของที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ หรืออาจเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดหรือไม่ก็ได้ หากไม่นำมาผ่านพิธีการศุลกากร ก็มีความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ทั้งนี้ กฎหมายศุลกากรได้กำหนดโทษผู้กระทำผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรสำหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ไว้สูงสุดคือ ให้ริบของที่ลักลอบหนีศุลกากรและปรับเป็นเงิน 4 เท่าของของราคารวมค่าภาษีอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำและปรับ”

โดยมาตรการที่เกิดขึ้นนี้ ทำเอาพ่อค้า แม่ค้า นักช็อป นักเที่ยว รู้สึกไม่สบายใจ เพราะนอกจากตัวเองจะช็อปไม่กระจายกระเป๋าไม่ฉีกสมใจแล้ว ยังหิ้วของเข้ามาหารายได้เพิ่มไม่ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้รับทราบความร้อนใจของประชาชนแล้ว โดยภายหลังระบุว่า การติดป้ายประกาศมีการติดตั้งเพิ่มเติมบริเวณขาเข้ามาได้ประมาณ 3 สัปดาห์ จากเดิมที่ติดป้ายประกาศเฉพาะบริเวณขาออกนอกประเทศเท่านั้น โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นนโยบายของตน แต่เป็นนโยบายของอธิบดีคนเก่า ล่าสุดได้สั่งให้ปลดป้ายออกแล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความกังวล เชื่อว่าการติดป้ายดังกล่าวนั้น เป็นเพียงการให้ความรู้กับประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่มาตรการเข้มงวดที่จะต้องตรวจสอบประชาชนที่เดินทาง แต่ยังคงใช้วิธีสุ่มตรวจตามปกติ

"ซึ่งจริงๆแล้วกฎข้อนี้มันมีมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ เพียงแต่ไม่เคยขึ้นป้ายเป็นสัญลักษณ์ ให้คนกลัว"

 

 
 
    ประเทศที่ต้องขอ-ไม่ต้องขอวีซ่าระยะสั้น เพื่อเข้าพื้นที่เชงเก้น

ใครที่กำลังมีแผนจะท่องเที่ยวยุโรป อาจจะเคยได้ยินเรื่องเขตพื้นที่เชงเก้น ที่เป็นข้อตกลงของประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ในการอนุญาตให้ผู้คนของประเทศในกลุ่มสมาชิก เดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง และก็มีผลไปถึงการอนุญาตชั่วคราวให้ผู้มีใบอนุญาตเชงเก้น หรือเชงเก้น วีซ่า (Schengen Visa) ที่ออกโดยประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มสมาชิกเชงเก้น มีสิทธิ์เดินทางในประเทศอื่นในกลุ่มเชงเก้นได้ด้วย

วันนี้เรามีข้อมูลจากทาง EU มาอัพเดทให้ดูกันก่อนค่ะว่า ประเทศไหน บ้างที่เข้าร่วมกลุ่มเชงเก้นแล้ว และประเทศไหนบ้างในยุโรปที่ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มเชงเก้น ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศนั้น ๆ เป็นที่ ๆ ไป 

มารู้จักวีซ่าเชงเก้นกันก่อน

          วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เป็นวีซ่าสำหรับใช้เดินทางเข้า-ออก ประเทศในแถบยุโรปที่มีข้อตกลงเป็นกลุ่มสมาชิกเชงเก้นร่วมกัน ซึ่งหมายถึง หากนักท่องเที่ยวถือวีซ่าเชงเก้นเข้ามา จะสามารถเดินทางผ่านเข้า-ออกในประเทศกลุ่มสมาชิกเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องไปเสียเวลาขอวีซ่าเพื่อเข้าไปในพื้นที่เชงเก้นทีละประเทศอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณจัดทริปไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศส-เยอรมนี-สวิตเซอร์แลนด์ คุณสามารถไปขอวีซ่าเชงเก้นที่ประเทศฝรั่งเศสที่เดียว แต่เที่ยวได้ทั้งเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศในกลุ่มเชงเก้นอื่น ๆ ต่อได้เลย โดยมีข้อแม้ว่า ระยะเวลาที่พำนักในแต่ละประเทศจะต้องไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลา 6 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่เชงเก้น

ประเทศที่เข้าร่วมสมาชิกเชงเก้น

สำหรับคนที่ต้องการจะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศยุโรป และกำลังจะติดต่อขอทำวีซ่าเชงเก้น เราก็มาอัพเดทกันก่อนดีกว่าค่ะว่า เราจะสามารถขอวีซ่าเชงเก้นได้ที่สถานทูตประเทศไหน และจะสามารถเดินทางท่องเที่ยวประเทศไหนในยุโรปได้บ้าง โดยไม่ต้องขอวีซ่าระยะสั้นหลาย ๆ ประเทศให้ยุ่งยาก ซึ่งประเทศที่เข้าร่วมสมาชิกเชงเก้นแล้ว ได้แก่

       1. ออสเตรีย
       2. เบลเยียม
       3. สาธารณรัฐเช็ก
       4. เดนมาร์ก
       5. เอสโตเนีย
       6. ฟินแลนด์
       7. ฝรั่งเศส
       8. เยอรมนี
       9. กรีซ
       10. ฮังการี
       11. อิตาลี
       12. ลัตเวีย
       13. ลิกเตนชไตน์
       14. ลิทัวเนีย
       15. ลักเซมเบิร์ก
       16. มอลตา
       17. เนเธอร์แลนด์
       18. โปแลนด์
       19. นอร์เวย์
       20. โปรตุเกส
       21. สโลวีเนีย
       22. สโลวาเกีย
       23. สเปน
       24. สวีเดน
       25. สวิตเซอร์แลนด์
       26. ไอซ์แลนด์

          อย่างไรก็ตาม ประเทศบัลแกเรีย, โรมาเนีย, ไซปรัส, โครเอเชีย, สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มเชงเก้น ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะไปเยือนประเทศเหล่านี้ จึงต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศดังกล่าวต่างหากด้วยนะ

 
 
    ............... ประวัติความเป็นมา วันตรุษจีน ...............

เทศกาลจีนมีอยู่มากมาย ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน ในปีนี้ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2557 เช่น เดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ทุกคนต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่างหยุดงาน โรงเรียนสถาบันการศึกษาต่างปิดเทอมในช่วงนี้ เป็นปิดเรียนฤดูหนาว ยกเว้นคนที่ต้องทำหน้าที่ไม่สามารถหยุดงานได้ หน่วยงานห้างร้านต่างก็หยุดงาน 3-4 วัน เมื่อใกล้วันปีใหม่จีน ผู้คนต่างก็มีการตระเตรียมงานปีใหม่

ภายในครอบครัว ทุกบ้านก็จะทำความสะอาดบ้านเรือน ผ่าน ปีใหม่อย่างสะอาดสะอ้านสดใส ร้านค้าห้างสรรพสินค้าต่างก็เติมไปด้วยผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก่เด็กๆ ซื้อของขวัญให้แก่ญาติสนิทมิตรสหาย ซื้อบัตรอวยพร ในตลาดก็คราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างเดินไปเดินมากันขวักไขว่ ซื้อปลาบ้าง ซื้อเนื้อสัตว์บ้าง ซื้อเป็ดไก่บ้าง ทุกคนต่างดูแจ่มใสมีความสุข ช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กๆต่างมีความสุขมาก ต่างสวมเสื้อใหม่ ทานลูกกวาดขนมหวาน เล่นพลุประทัดอย่างรื่นเริง

คืนก่อนวันปีใหม่ คือวันสุดท้ายของปีนั่น เองเป็นคืนที่ครึกครื้นที่สุด ใครที่ไปทำงานห่างจากบ้านเกิด ต่างก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลับมาฉลองวันปีใหม่ที่บ้าน ตอนกินอาหารมื้อค่ำคืนก่อนขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าล้อมโต๊ะอาหาร ต่างชนแก้วอวยพรปีใหม่กัน ทานมื้อค่ำเรียบร้อยแล้ว บางคนก็ดูทีวี บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็เล่นหยอกล้อกับเด็กๆ บ้านเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ พอถึงเที่ยงคืน คนจีนทางเหนือก็จะเริ่มทำเกี๊ยว (เจี้ยวจึ) คนจีนทางใต้ ก็จะปั้นลูกอี๋ทำน้ำเชื่อม ทำไป ชิมไปทานไป ครึกครื้นอย่างยิ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้า ทุกคนจะตื่นแต่เช้า เยี่ยมเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูงอวยพรปีใหม่

ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน

ตรุษ จีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้น มากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้าย ให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ใน วันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน

อาหารไหว้เจ้า

ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆมีความ หมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน

เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่ง เป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์

อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัว เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดม- สมบรูณ์ และไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หางและเท้าอยู่ เพื่อ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัดเนื่องจากหมายถึงชีวิตที่ยืนยาว

ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุดและทานมากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวน มากที่ถูกตระเตรียมในเทศกาลนี้มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์และความร่ำรวยของบ้าน

ความเชื่อโชคลางในวันตรุษจีน

ทุกคนจะไม่พูดคำหยาบหรือพูดคำที่ไม่เป็นมงคล ความหมายเป็นนัย และคำว่า สี่ ซึ่งออกเสียงคล้ายความตายก็จะต้องไม่พูดออกมา ต้องไม่มีการพูดถึงความตายหรือการใกล้ตาย และเรื่องผีสางเป็นเรื่องที่ต้องห้าม เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีเก่าๆ ก็จะไม่เอามาพูดถึง ซึ่งการพูดควรมีแต่เรื่องอนาคต และทุกอย่างที่ดีกับปีใหม่และการเริ่มต้นใหม่

หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฎิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การแต่งกายและความสะอาด ใน วันตรุษจีนเราไม่ควรสระผมเพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

วันตรุษจีนกับความเชื่ออื่น ๆ สำหรับคนที่เชื่อโชคลางมากๆ ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือญาติ อาจมีการเชิญซินแส เพื่อหาฤกษ์ที่เหมาะสมในการออกจากบ้านและทางที่จะไปเพื่อ เป็นความเป็นสิริมงคล

บุคคลแรกที่พบและคำพูดที่ได้ยินคำแรกของปีมีความหมายสำคัญมาก ถือว่าจะส่งให้มีผลได้ตลอดทั้งปี การได้ยินนกร้องเพลงหรือเห็นนกสีแดงหรือนกนางแอ่น ถือเป็นโชคดี

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ ถือเป็นโชคร้ายดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษเพราะเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าชาวจีนทุกคนจะคงยังเชื่อตามความเชื่อที่มีมาแต่ทุกคนก็ ยังคงยึดถือ และปฎิบัติตาม เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนธรรมเนียม และวัฒนธรรม โดยที่ชาวจีน ตระหนักดีว่าการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมมาแต่เก่าก่อนเป็นการแสดงถึงความเป็น ครอบครัวและเอกลักษณ์ ของตน

15 วันแห่งการฉลองตรุษจีน

วันแรกของปีใหม่ เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อ ในวันนี้ด้วยความเชื่อที่ว่าจะเป็นการต่ออายุและนำมาซึ่งความสุขในชีวิตให้ กับตน

วันที่สอง ชาวจีนจะไหว้บรรพชนและเทวดาทั้ง หลาย และจะดีเป็นพิเศษกับสุนัข เลี้ยงดูให้ข้าวอาบ น้ำให้แก่มัน ด้วยเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันที่สุนัขเกิด

วันที่สามและสี่ เป็นวันของบุตรเขยที่จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตน

วันที่ห้า เรียก ว่า พูวู ซึ่งวันนี้ทุกคนจะอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับการมาเยือน ของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย ในวันนี้จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะจะถือว่าเป็นการนำโชคร้าย มาแก่ทั้งสองฝ่าย

วันที่หก ถึงสิบชาวจีนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของ ครอบครัว และไปวัดไปวาสวดมนต์เพื่อความร่ำรวยและความสุข

วันที่เจ็ด ของ ตุรุษจีนเป็นวันที่ชาวนานำเอาผลผลิตของตนออกมาชาวนาเหล่านี้จะทำน้ำที่ทำมา จากผักเจ็ดชนิดเพื่อฉลองวันนี้ วันที่เจ็ดถือเป็นวันเกิด ของมนุษย์ในวันนี้อาหารจะเป็น หมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยาวนานและปลาดิบเพื่อความสำเร็จ

วันที่แปด ชาวฟูเจียน จะมีการทานอาหารร่วมกันกับครอบครอบอีกครั้ง และเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ของพรจาก เทียนกง เทพแห่งสวรรค์

วันที่เก้า จะสวดมนต์ไหว้และถวายอาหารแก่ เง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่สิบถึงวันที่สิบสอง เป็น วันของเพื่อนและญาติๆ ซึ่งควรเชื้อเชิญมาทานอาหารเย็น และหลังจากที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยความมัน วันที่สิบสามถือเป็นวันที่เราควรทานข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิ ถือเป็นการชำระล้างร่างกาย

วันที่สิบสี่ ความเป็นวันที่เตรียมงานฉลองโคมไฟซึ่งจะมีขึ้น ในคืนของวันที่สิบห้าแห่งการฉลองตรุษจีน

 
 
   

วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 

โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษา หลักการและเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อขึ้นแห่งชาติ เนื่องจากพ่อ เป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคมที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู

และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเป็น

"วันพ่อแห่งชาติ"

 
 
    12ปี ในเส้นพวกเราชาวยัวร์ฮอลิเดย์ ได้จัดการเดินทางคณะพิเศษ เป็น “คณะแรก และคณะเดียว”เพื่อตอบแทนท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน

ทางบริษัทยัวร์ฮอลิเดย์  จึงได้จัดทำเส้นทางอันน่าประทับใจและสวยงาม ณ ดินแดนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

ในบรรยากาศกลิ่นอายของเทศกาลคริสมาสต์ ท่านจะได้สัมผัสแสงสีที่สวยงาม ปกคลุมด้วยปุยหิมะ สนุกกับการช้อปปิ้งในช่วงที่ยุโรปลดราคามากที่สุดของปี เพื่อตอบแทนท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่เคยร่วมเดินทาง และสนับสนุนบริษัทฯ มาตลอดด้วยดี

ในการนี้พวกเราชาวยัวร์ฮอลิเดย์ จึงได้จัดการเดินทางคณะพิเศษ เป็น “คณะแรก และคณะเดียว” ในราคาที่
ไม่มุ่งเน้นผลกำไร แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ และรักษามาตรฐานของบริษัทฯที่มุ่งเน้นให้ท่านได้รับประโยชน์สูงสุดในการท่องเที่ยวเส้นทางนี้ เราจึงรับผู้ร่วมเดินทางจำกัดเพียง 30 ท่าน

(ทั้งนี้ ขอสงวนสิทธิ์ท่านที่ทำการสำรองที่นั่งก่อน)

ทางยัวร์ฮอลิเดย์ หวังอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจ ในการจัดการท่องเที่ยวให้กับท่าน และคณะอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

 

******** SOLD OUT *********

ดาวโหลดโปรกรม กรุณากดตรงนี้:

https://docs.google.com/file/d/0B-28Xk5FILKZc09KVHl2V19La1E/edit?usp=sharing

 
 
    ........ ลาเวนเดอร์ มาจากภาษาละตินว่า “Lavare” .......

ลาเวนเดอร์ มาจากภาษาละตินว่า “Lavare” แปลว่า “ซัก” ย้อนไปสมัยโรมัน ผู้คนใช้ดอกลาเวนเดอร์ในการทำความสะอาดผ้าเพื่อคงความหอมสะอาดสดชื่น และนิยมใช้ในการทำความสะอาดผ้าปูเตียง

จากและนิทานและคำบอกเล่า ดอกลาเวนเดอร์มีอำนาจในการยั่วยวนใจ คลีโอพัตราใส่น้ำหอมกลิ่นลาเวนเดอร์เพื่อที่จะยั่วยุคนรักของเธอ และประวัติศาสตร์บอกกล่าวว่าคู่รักจะไม่มีวันทะเลาะกันเมื่อใช้กลิ่นลาเวน เดอร์โปรยลงบนเตียง ส่วนในยุคกลางหญิงสาวในเทือกเขาแอลป์เอากลีบดอกลาเวนเดอร์ใส่ในเสื้อผ้างคน รักเพื่อทำให้เขาคิดถึงเธออยู่เสมอ

ลาเวนเดอร์เป็นไม้ดอกที่มี ประโยชน์มากมายมันถูกใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อทำความสะอาดที่อาบน้ำสาธารณะ และฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลในสมัยสงครามโลกครั้งที่1 เชื่อว่าน้ำมันของมันสามารถรักษารอยแผลเป็นและกลิ่นหอมสามารถฟื้นคืนกำลังใจ ได้ ดอกลาเวนเดอร์ ผสอมกันไม้ลาเวนเดอร์จะให้กลิ่นที่ฉุนแต่ก็ช่วยกระตุ้นจืตใจและทำให้จิตใจ สงบลงได้

ชาวกรีกสมัยโบราณเป็นกลุ่มแรกที่ค้นพบว่าลาเวนเดอร์สามารถ ปล่อยกลิ่นหอมซึ่งเงียบสงบและผ่อนคลาย การหายใจสูดเอากลิ่นน้ำหอมเข้าไปนั้น ชาวกรีกโบราณเชื่อว่ามันสามารถนำใจเรากลับไปสู่ภาวะที่ใจสงบนิ่งได้ ห่อกลีบดอกไม้ของดอกลาเวนเดอร์ถูกนำไปวางไว้ใต้หมอนของผู้ที่นอนหลับลึกทั่ว โลกทุกวันนี้

บันทึกร่องรอยการใช้งานของดอกลาเวนเดอร์ทำให้มันกลาย เป็นเจ้าของกลิ่นหอมที่ใช้ในการซักผ้า เมื่อการซักเสร็จสิ้น ให้ใช้เวลาชั่วครู่สูดกลิ่นหอมสดชื่นของลาเวนเดอร์เพื่อเอาความกังวลของคุณ ออกไปและพาคุณไปสู่สถานที่ที่สงบสุข

 
 
    ............... ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่ไทย ..............

ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์

ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป

เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ ได้แก่
1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ
วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น

กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

 
 
    ..................... ประวัติของวันคริสต์มาส ....................
         คริสต์มาส ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันที่มีการฉลองการบังเกิด ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าคำว่าคริสต์มาส เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษคือChristes Maesse หมายถึงบูชามิสซาของพระคริสต์ ชาวคริสต์ทุกคนจะเข้าร่วมพิธีมิสซานี้ในวันคริสต์มาสนั่นเองซึ่งถืิอเป็นพิธีที่สำคัญที่สุดในวันคริสต์มาส
         คำว่า Merry Christmas นั้น เราคงคุ้นหูกันดี ซึ่งเป็นคำทักทายในเทศกาลนี้ คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณก็แปลว่าสันติสุข  เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน Merry Christmas ก็จะเป็นคำในลักษณะของ การอวยพรให้ได้รับสันติสุข และความสงบทางใจในเทศกาลคริสต์มาส
         วันคริสต์มาสนั้นเริ่มขึ้นที่ กรุงโรม ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 4 ซึ่งเป็นประเพณีของชาวคริสต์ในสมัยโบราณ มีการจัดฉลองวันคริสต์มาสเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซูคริสต์เจ้า ซึ่งเป็น
กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก นับตั้งแต่นั้นมา ก็ได้แพร่ขยายไปทั่วทุกทวีป
        ซานตาคลอส ถ้าพูดถึง วันคริสต์มาสก็จะมีซานตาครอสที่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นมาก แต่ในความจริงแล้ว ซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย สาเหตุที่ทำให้ซานตา
ครอสเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นในวันคริสต์มาสก็คือ ประวัติของนักบุญนิโคลาส(ช่วงศตวรรษที่ 4)เขาเป็นผู้ที่เอาของขวัญมาให้กับเด็กๆในโอกาสคริสต์มาส โดยลักษณะของเขาเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดงมีพาหนะ คือ เลื่อน ลากด้วย กวางเรนเีดีย เขาอาศัยอยู่ี่ที่ขั้วโลกเหนือ มาแจกของขวัญตามปล่องไฟของบ้านให้กับเด็กๆในวันคริสต์มาส

 

นักบุญนิโคลาสก็มีการเปลี่ยนแปลงเป็น
"ซานตาครอส" (ในปัจจุบัน)
 
         เทศกาลคริสมาสที่สำคัญจริงๆ แล้วคือ การรำลึกถึงการให้ของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่แก่ชีวิตของเราทุกคน  เราจึงควรฉลองเทศกาลคริสต์มาสด้วยการแบ่งปันความสุขที่เรามีให้กับคนอื่นๆให้เขาได้รับความสุขเหมือนเราดังที่ได้กล่าวไว้ว่า "เทศกาลแห่งการให้"คือการให้ความสุข ความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์เหมือนกับที่พระเจ้าได้ทรงให้กับมนุษย์ทุกคนได้รับ  
   
 
 
    "ศรีรัตนะ" Airbus 380 ลำแรกของประเทศไทย ........

การบิน​ไทย​ได้จัดพิธีต้อนรับ​เครื่องบิน​แอร์บัส  A380-800 เที่ยวบินพิ​เศษ TG 8936

​ซึ่ง​ได้รับนามพระราชทานว่า "ศรีรัตนะ" นับ​เป็น​เครื่องบินขนาด​ใหญ่​และทันสมัย

มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทต่อลำ  อายุ​การ​ใช้งาน 20 ปี ​โดยการบินไทย เตรียมจะจัดหามา​ให้บริ​การรวม 6 ลำ ภาย​ในสิ้นปีหน้า ​เพื่อทด​แทน​เครื่องบิน​โบอิ้ง 747 จำนวน 6 ลำ ​เพราะ​เตรียมปลดระวาง​การ​ใช้งาน

นาย​โชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรม​การ​ผู้อำนวย​การ​ใหญ่สายกลยุทธ์​และพัฒนาธุรกิจ รักษา​การกรรม​การ​ผู้อำนวย​การ​ใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

หาก​ การบินไทย รับ มอบ​แอร์บัส ​เอ 380-800 ครบ​ทั้ง 6 ลำมา​ให้บริ​การ จะมี​ผู้​โดยสาร​และราย​ได้​เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 จากปัจจุบันมี​ผู้​โดยสาร 18 ล้านคนต่อปี ​และราย​ได้​เพิ่ม​เป็น 2.2 ​แสนล้านบาท

สำหรับ​เส้นทางบินของ​แอร์บัส ​เอ 380-800 ลำ​แรกนี้ ​เตรียม​ให้บริ​การ​ใน​เส้นทาง กรุง​เทพฯ-ฮ่องกง ​และสิงค​โปร์ ​โดย​เริ่ม​ทำ​การบินวันที่ 6 ตุลา คมนี้ ​และ​เมื่อ​ได้รับลำที่2 ​แล้ว ​การบินไทย จะ นำ​ทั้งสองลำ​ให้บริ​การ​ใน​เส้นทาง​ไป-กลับกรุง​เทพฯ-​แฟรงก์​เฟิร์ต ​และกรุง​เทพฯ-ฮ่องกง ​โดย​เริ่ม​ให้บริ​การกลาง​เดือนธันวาคมนี้ ​และ​ใน​เดือนมกราคม 2556 จะนำลำที่ 3 มา​ให้บริ​การ​ใน​เส้นทางกรุง​เทพฯ-นาริตะ ​

และลำที่ 4 กรุง​เทพฯ-ปารีส ​ใน​เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ส่วนอีก 2 ลำรับมอบปลายปีหน้า

นาย​โชคชัยกล่าวต่อ ว่า การบินไทย กำหนด ​ให้มีที่นั่ง 507 ที่นั่ง จากที่​เครื่องบินรองรับ​ผู้​โดยสาร​ถึง 853 ที่นั่ง ​เพื่อ​ความสะดวกสบายของ​ผู้​ใช้บริ​การ ด้วย​การออก​แบบ​เน้น​ความสะดวกสบายทุกระดับชั้น ตก​แต่งสะท้อนอัตลักษณ์อัน ยาวนานของ การบินไทยผสานกับ​ความงดงามของงานจิตร กรรมฝาผนัง

ฉะนั้นที่นั่งระดับรอยัล​เฟิร์สต์คลาส​จึงมี​เพียง 12 ที่นั่ง​เท่านั้น พร้อมสิ่งอำนวย​ความสะดวก​และอิน​เทอร์​เน็ต ระบบ​ไว​ไฟ ​และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ​และยังมี​เลาจน์​และบาร์ ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนรองรับ​ผู้​โดยสาร ส่วนชั้นรอยัลซิลค์คลาส มี 60 ที่นั่ง ​โดย​เบาะปรับ​เอนนอน​ได้ 180 องศา พร้อมติดตั้ง​โทรทัศน์ระบบสัมผัส 15 นิ้ว สามารถ​เชื่อมต่ออิน​เทอร์​เน็ต​ไว​ไฟ​เช่นกัน

"ขณะที่ชั้นประหยัดมี 435 ที่นั่ง บนพื้นที่ชั้นล่าง​และด้านหลังของชั้นบนของ​เครื่องบิน ติดตั้งจอ​โทรทัศน์ระบบสัมผัส 10.6 นิ้วทุกที่นั่ง ​โดย​ผู้​โดยสารจะ​ได้รับผลิตภัณฑ์​ในระดับพรี​เมียม คุ้มค่าต่อ​การ​เดินทางอย่าง​แน่นอน

 
 
    แจงข่าวการยกเว้นวีซ่าให้คนไทย ที่เดินทางไปญี่ปุ่น .........

สถานทูตญี่ปุ่น​ใน​ไทย ​แจงข่าว​การยก​เว้นวีซ่า​ให้คน​ไทย ​เป็น​เพียง​การ​เสนอ​แนวคิดของ​ผู้ว่าราช​การจังหวัดจิบะ​เท่านั้น คน​ไทยที่ต้อง​การ​เดินทาง​ไปญี่ปุ่นยังคงต้องมีวีซ่า​เพื่อ​เข้า-ออกประ​ เทศตาม​เดิม

จากกรณี​เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา มี​การรายงานข่าว​โดยอ้างจาก​เว็บ​ไซต์ anngle.org/th ว่า นาย​เคนซาคุ ​โมริตะ (Morita Kensaku) ​ผู้ว่าราช​การจังหวัดจิบะของญี่ปุ่น ​เดินทางมา​โปร​โมต​การท่อง​เที่ยวญี่ปุ่นที่กรุง​เทพมหานคร ​เพื่อ​เปิดตัว​การท่อง​เที่ยว​ในจังหวัด "จิบะ" ของญี่ปุ่น ​และ​เป็น​การสนับสนุน​ให้คน​ไทย​เดินทาง​ไปท่อง​เที่ยวประ​เทศญี่ปุ่น​ให้ มากขึ้น ​โดยนาย​เคนซาคุ กล่าวว่า ​ได้​เตรียม​เสนอ​ให้ญี่ปุ่นยก​เว้นวีซ่าสำหรับชาว​ไทยที่​เข้ามาท่อง​ เที่ยว​ในญี่ปุ่น​ไม่​เกิน 30 วัน นั้น ​ทำ​ให้มีประชาชนสอบถาม​ไปยังสถาน​เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประ​เทศ​ไทย​ ถึง​ความ​เป็น​ไป​ได้​เกี่ยวกับ​เรื่องดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้( 11 ก.ย.) อิน​โฟ​เควสท์​ได้สอบถาม​ไปยังสถาน​เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประ​เทศ​ไทย ​เกี่ยวกับกรณียก​เว้นวีซ่า​ให้คน​ไทย ​ซึ่ง​ได้รับคำตอบจาก​เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นฯ ว่า​เรื่อง​แผน​การที่จะยก​เว้นวีซ่า สำหรับนักท่อง​ไทย 30 วันนั้น ​เป็น​เพียง​ความคิด​เห็นส่วนตัวของ นาย​เคนซาคุ ​เท่านั้น ​ในทางปฏบัติยัง​ไม่มีอะ​ไร​เปลี่ยน​แปลง ต้องขอวีซ่า​เพื่อ​เดินทาง​ไปยังประ​เทศญี่ปุ่น​เหมือน​เดิม

"​เรื่องข่าว​การยก​เว้นวีซ่า สำหรับนักท่อง​ไทยที่จะ​เดินทาง​ไปท่อง​เที่ยวญี่ปุ่น​ไม่​เกิน 30 วัน ​เป็น​เพียง​ความคิดของ​ผู้ว่าราช​การจังหวัดจิบะของญี่ปุ่น​เท่านั้น ที่ท่านมี​ความคิด​เห็นว่าถ้า​ไม่มีวีซ่าทุกอย่าง​ก็สะดวกมากขึ้น ​เพื่อ​เอื้อต่อ​การ​เดินทาง​ไป​เที่ยวประ​เทศญี่ปุ่นนั่น​เอง ​แต่​ในทางปฏิบัติยัง​ไม่สามารถ​ทำ​ได้​และยัง​ไม่มี​ความคืบหน้า​ใดๆ ​เกี่ยวกับ​เรื่องนี้ ​เพราะฉะนั้น​ไม่ว่าอย่าง​ไรคน​ไทยที่จะ​เดินทาง​ไปประ​เทศญี่ปุ่น​ก็ต้อง​ ทำตามกฏ​เหมือน​เดิมคือ "ต้องมีวีซ่า" ​จึงขอชี้​แจงมา​เพื่อทราบ​โดยทั่วกัน" ​เจ้าหน้าที่สถาน​เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประ​เทศ​ไทย กล่าว

 
 
    ........................... คลื่นความร้อน ..........................

คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่สภาวะอากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ มักเกิดในฤดูร้อน ใกล้เคียงกับวันที่มีอุณหภูมิอากาศสูงสุดในรอบปี ซึ่งอาจมีความชื้นสูงร่วมด้วย มักเกิดในบริเวณที่มีการพัดผ่านของลมร้อนจากบริเวณทะเลทราย เช่น ทวีปอเมริกาเหนือ เกาะอังกฤษ และทวีปยุโรปบริเวณเขตเมดิเตอรเรเนียน การเกิดคลื่นความร้อนจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ โดยอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนถึง 30 องศาเซียลเซียส หรือมากกว่า ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายของผู้คุ้นเคยต่อสภาพภูมิอากาศ หนาวเย็น การเกิดคลื่นความร้อนนี้อาจจะกินระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน หรือคงอยู่นานหลายอาทิตย์

คลื่นความร้อนนอกจากเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตประชากรเป็นจำนวนมาก ยังส่งผลต่อการเพาะปลูกพืชของชาวยุโรป เช่น ธัญพืช และไวน์ ก่อให้เกิดไฟป่า และน้ำท่วมอย่างฉับพลันเนื่องจากการละลายตัวของธารน้ำแข็ง (พ.ศ. 2546 ประเทศสวิสเซอร์แลนด์) อีกทั้งยังก่อให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงขึ้นจนอาจนำไปสู่การขาดแคลน พลังงานได้

คลื่นความร้อนเกิดจากสภาวะโลกร้อน?

ต่อประเด็นข้อสงสัยที่ว่า คลื่นความร้อนเกิดจากสภาวะโลกร้อนเนื่องจากปรากฏการณ์เรือนกระจกหรือไม่นั้น นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่า ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถกล่าวอ้างว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกได้ ถึงแม้ว่า ก๊าซเรือนกระจกซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็น ตัวกักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศและทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เราจะสังเกตได้ว่าแบบแผนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกกำลังเริ่มเปลี่ยน แปลง นักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนทฤษฎีโลกร้อน (global warming theory) ซึ่งได้ทำนายไว้ว่า โลกจะประสบกับความแห้งแล้ง และมีน้ำท่วม ถ้าหากไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก องค์การนาซ่า และศูนย์ข้อมูลสภาพอากาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกาได้ออกมาเตือนว่า สภาพอากาศในปัจจุบันนับว่าเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงสุดในรอบศตวรรษที่ผ่านมา

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า การที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดาวเคราะห์โลกกำลังจะ ผ่านพ้นยุคหนาวเย็น(Little ice age) ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกในศตวรรษที่ 20 นี้สูงกว่าอดีตที่ผ่านมาอย่างน้อยถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่มากเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเอง ตามธรรมชาติ

ถึงแม้ว่าจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าคลื่นความร้อนเกิดขึ้นโดยตรงจากปรากฏการณ์โลก ร้อน แต่แน่ชัดว่า เมื่อโลกร้อนขึ้น อาจส่งผลให้ภัยจากสภาพอากาศเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทวีความรุนแรงขึ้น เช่น เมื่อธารน้ำแข็งละลายส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเมื่อความหนาวเย็นบนภูเขาลดลง อาจส่งผลต่อแบบแผนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งอาจมีผลให้พายุหมุนที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากขึ้น

ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เนื่องจากคลื่นความร้อน

การเกิดคลื่นร้อนในยุโรปส่งผลต่อการดำเนินงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศสเปนปิดทำการเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำ ในแม่น้ำที่นำมาใช้หล่อเย็นในโรงไฟฟ้า ส่วนประเทศฝรั่งเศสมีการอนุญาตชั่วคราวให้ปล่อยทิ้งน้ำที่ใช้หล่อเย็นได้ใน ระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Garoña ในจังหวัด Burgos ประเทศสเปน ได้ปิดทำการเนื่องจากคลื่นความร้อนส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในแม่น้ำ Ebro มีอุณหภูมิสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่กำหนดไว้สำหรับการใช้หล่อเย็นในโรงไฟฟ้า นอกจากนี้น้ำที่ใช้หล่อเย็นแล้วมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าข้อกำหนดในการอนุรักษ์ พันธุ์ปลาและสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ

รัฐบาลฝรั่งเศสอนุญาตให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า EDF สามารถปล่อยทิ้งน้ำหล่อเย็นที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่ากำหนดลงสูงแม่น้ำได้ เนื่องจากประเทศฝรั่งเศสมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด

นอกจากนี้คลื่นความร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในทวีปยุโรปส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าใน ปริมาณที่เพิ่มขึ้นในโรงไฟฟ้าสำหรับระบบเครื่องปรับอากาศ ผลจากคลื่นความร้อนทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้า EDF ต้องมีการซื้อกระแสไฟฟ้าจากตลาดพลังงาน เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่มากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเตือน ระดับพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอ ในประเทศสหราชอาณาจักร ส่งผลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพยายามทบทวนแผนโรงไฟฟ้า เพื่อรับมือกับสภาวะคลาดแคลนที่อาจเกิดขึ้น

วิธีเอาชีวิตรอดเมื่อเจอ Heat wave

  1. บ้านหรือรถยนต์ควรติดฟิล์มกรองแสงที่มีเคลือบสารป้องกันรังสีอุลต้าไวโอเลท เรียกกว่า "สปัทเตอร์ฟิล์ม" (Sputter-Coated Metallized films) ซึ่งสามารถนำเอาโลหะชนิดต่าง ๆ มาเคลือบเป็นเนื้อเดียวกับฟิล์ม ทำให้ฟิล์มมีความคงทนและกันความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม หรือฟิล์มที่เคลือบผิวด้วย Polyester จะมีคุณสมบัติที่เหนือชั้นในการ ป้องกันคลื่นความร้อน (IR) และรังสี UV ได้สูงสุด โดยสามารถกัน รังสี IR ได้กว่า 90% และรังสี UV 100%
  2. หากออกนอกบ้านควรป้องกันด้วยการโพกผ้า ทาครีม ใส่เสื้อผ้า กางร่ม ใส่แว่นตาเพื่อป้องกันอันตรายจากคลื่นความร้อน
  3. การอาบน้ำ ก็จะช่วยลดอุณหภูมิของคลื่นความร้อนได้วิธีหนึ่ง
  4. ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย

 

 
 
    .....................ประวัติของกีฬาโอลิมปิก......................

ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขา “โอลิมปัส” ในประเทศกรีซ โดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขัน เพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกาย และยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชาย ห้ามผู้หญิงเข้าชม

ดังนั้นผู้ชมจะต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขา ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้น สถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด ดังนั้น ในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันลงมาที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น

โดยให้ผู้เข้าแข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจัดอย่างเป็นระเบียบเป็นทางการ มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน ประเภทกรีฑาที่แข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้ มี 5 ประเภท คือ วิ่ง, กระโดด, มวยปล้ำ, พุ่งแหลน และขว้างจักร

ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล คือ มงกุฎที่ทำด้วยกิ่งไม้มะกอกซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเอง และได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐ ในฐานะตัวแทนของ   พระเจ้า

การแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ที่เดิมเป็นประจำทุก ๆ สี่ปี และถือปฏิบัติติดต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่ จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน

หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้ว จึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อ ๆ มา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรก ๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวที่จัดแข่งขันกันในครั้งแรกก็ยังได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า เพ็นตาธรอน หรือ ปัญจกรีฑา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนไปตามเวลา

การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็น เวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) จักรพรรดิธี โอดอซิดุชแห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิมคือ

ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรลซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันนี้เสีย   ตลอด ระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้น ณ บริเวณที่แห่งเดียว คือ เชิงเขา       โอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่ว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก”

 
 
    .................. เริ่มแล้ว !!! เทศกาลวิ่งวัวกระทิง.............

เทศกาลซาน เฟอร์มิน เป็นเทศกาลวิ่งวัวกระทิงจัดขึ้นทั้งหมดเก้าวัน โดยการวิ่งวัวรอบแรกเริ่มต้นด้วยการปล่อยวัวกระทิงหกตัวออกมาจากคอกเพื่อไล่ คนที่วิ่งหนีอุตลุดไปตามถนนแคบๆ โดยใช้เวลาทั้งสิ้นสองนาทีกับอีกยี่สิบสามวินาที

 

เทศกาลซาน เฟอร์มิน จัดขึ้นเป็นประจำตั้งแต่วันที่ 7-14 กรกฎาคมของทุกปีที่เมืองพัมโพลนา ซึ่งมีประชากรทั้งสิ้น 200,000 คน ในแต่ละปีมีผู้คนจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาเข้าร่วมจำนวนกว่า 1.5 ล้านคน โดยมีอัตราการเข้าพักของโรงแรมในท้องถิ่นถึงร้อยละ 95

 

นักวิ่งวัวกระทิงทั้งหลายเหล่านี้จะมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าหนึ่งชั่วโมง ก่อนปล่อยวัวกระทิง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนบอกว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นและมีอะดรีนาลี นสูบฉีดไปทั่วร่างกาย เป็นประสบการณ์วิ่งหนีเอาชีวิตรอดที่น่าประทับใจ

ทุกวันจะมีการปล่อยวัวกระทิงทั้งหมดหกตัวออกมาวิ่งตามถนนไปจนถึงวันสุด ท้ายของเทศกาล และระยะทางการวิ่งจะอยู่ที่ประมาณ 846.6 เมตร โดยมีเวลาวิ่งเฉลี่ยตั้งแต่จุดเริ่มไปจนถึงเส้นชัยประมาณสามนาที วัวจะวิ่งจากคอกไปจนถึงสนามสู้วัวกระทิงที่พวกมันจะต้องสู้กับนักสู้วัว กระทิงในตอนบ่ายวันเดียวกัน เทศกาลวิ่งวิวกระทิงนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อศตวรรษที่สิบสาม แต่ในยุคปัจจุบันมีกลุ่มคนที่ต่อต้านเทศกาลนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมองว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์

 

 
 
    ........................ที่มาของฟุตบอลยูโร........................

รากฐานของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เริ่มต้นขึ้นในปี 1956

ก่อนที่จะเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกขึ้นมาในปี 1960 ในชื่อว่าฟุตบอล

ยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ โดยเริ่มต้นรูปแบบการแข่งขันยังเป็นระบบการเล่นเหย้า-เยือนในรอบต้นๆ ก่อนที่จะเล่นแบบน็อกเอาต์ในรอบรองชนะเลิศ

บุคคลที่ผลักดันให้มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในชาติเป็นกลางขึ้นมาคือ อองรี เดอลาเน่ย์ จากสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และทำให้การแข่งขันรอบสุดท้ายครั้งแรกมีขึ้นที่เมืองน้ำหอม ในปี 1960 โดยเป็นการพบกันระหว่าง สหภาพโซเวียต กับ ยูโกสลาเวีย ซึ่งผลลงเอยด้วยชัยชนะของทีมจากแดนหลังม่านเหล็กในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1

ในปี 1964 ได้มีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวในเกมกีฬา เมื่อ กรีซ ปฏิเสธที่จะเล่นกับ แอลเบเนีย หลังมีสงครามระหว่างประเทศ โดยการเล่นรอบชิงชนะเลิศ จัดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และแชมป์ก็ตกเป็นของเจ้าภาพที่เอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-1

จากนั้นในปี 1968 ได้เปลี่ยนชื่อการแข่งขันจากฟุตบอลยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ มาเป็น ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ

พร้อมกับเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันเป็นแบบแบ่งกลุ่มโดยมี 8 สาย และแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะเข้ามาเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่ต้องแข่ง 2 นัด ก่อนเข้ารอบตัดเชือก โดยแชมป์ครั้งนี้เป็นของเจ้าภาพ อิตาลี ที่เอาชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 ในนัดรีเพลย์ หลังเกมแรกเสมอกัน 0-0

ฟุตบอลยูโร 1972 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเบลเยียม ยังคงใช้รูปแบบการแข่งขันเหมือนที่ผ่านมา โดยแชมป์ตกเป็นของ เยอรมัน ตะวันตก ที่ถล่ม สหภาพโซเวียต ไปอย่างขาดลอย 3-0 จากการทำประตูของ แกร์ด มุลเลอร์ คนเดียว 2 ลูก จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา รอบชิงชนะเลิศมีขึ้นที่ยูโกสลาเวีย โดยที่ เชโกสโลวะเกีย เสมอ เยอรมัน 2-2 ก่อนที่จะมีการดวลจุดโทษครั้งแรก และแชมป์ก็ตกเป็นของ ขุนพลเช็กในที่สุด

มาถึงศึกยูโร 1980 ได้เริ่มใช้ระบบการแข่งแบบใหม่ โดย 8 ทีมจะต้องมาเล่นรอบสุดท้าย ที่ประเทศอิตาลี และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 กลุ่ม นำแชมป์ของแต่ละกลุ่มมาเล่นรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งปรากฏว่า เยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ไปครองหลังเฉือนชนะ เบลเยียม 2-1

จนกระทั่งในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศส ได้มีการเปลี่ยนระบบการแข่งขันให้ 2 ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดของทั้ง 2 กลุ่ม เข้ามาเล่นในรอบ ตัดเชือก และในที่สุดเจ้าบ้านซึ่งนำทีมโดย มิเชล พลาตินี่ ก็ชนะ สเปน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ได้อย่างงดงาม

จากนั้นในปี 1988 เยอรมันตะวันตก ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบ้างโดยใช้รูปแบบเหมือนครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แฟนบอลเมืองเบียร์ต้องอกหัก ปล่อยให้ ฮอลแลนด์ ที่มีนักเตะชั้นเยี่ยมอย่าง มาร์โก แวน บาสเท่น, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ รุด กุลลิท คว้าแชมป์ไปครอง หลังเอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

มาถึงปี 1992 ที่สวีเดน ได้เกิดตำนานเทพนิยายเดนส์ขึ้นมา หลังจากทีมชาติเดนมาร์ก ได้เข้าร่วมการแข่งขันกะทันหัน เนื่องจาก ยูโกสลาเวีย ถูกตัดสิทธิ์ โดยขุนพลเมือง "โคนม" สร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างเหลือเชื่อทั้งที่มีเวลา เตรียมตัวไม่นานนัก

ถึงศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันอีกครั้ง โดยมี 16 ทีมเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม และ 2 อันดับแรกของแต่ละสายจะได้เข้ามาเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นอกจากนั้น ยังมีการนำกฎ โกลเด้นโกล์มาใช้ครั้งแรกอีกด้วย และกฎนี้ก็ได้ใช้ตัดสินในรอบชิงชนะเลิศทันที โดยที่ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ หัวหอกเยอรมัน ซัดดับชีพ สาธารณรัฐเช็ก 2-1

จากนั้นในปี 2000 ก็เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมโดย เบลเยียม และ ฮอลแลนด์ รับหน้าเสื่อคู่กัน จุดไคลแมกซ์ของการแข่งขัน ครั้งนี้อยู่ที่การทำประตูโกลเด้นโกล์ของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ที่พาฝรั่งเศส เอาชนะ อิตาลี พร้อมกับคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม

การชิงชัย 11 สมัยที่ผ่านมา ทำให้ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลพูดกันว่าเพียงเติมบราซิล และอาร์เจนตินาลงไปในบรรดาทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของศึกยูโรแต่ละครั้ง เราก็จะพบกับฟุตบอลโลกอีกเวอร์ชั่นดีๆ นี่เอง

 

 
 
    สหภาพยุโรป (Europe Union)

สหภาพยุโรป (อังกฤษ: European Union: EU) เป็นองค์การระหว่างประเทศ ที่ประกอบด้วยรัฐสมาชิก 27 ประเทศ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ภายใต้สนธิสัญญามาสทริชต์ แทนที่ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC)
      

สหภาพยุโรปมีอิทธิพลสูงต่อเวทีโลก เนื่องด้วยมีประชากรกว่า 500 ล้านคนและมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ คิดเป็นกว่า 30% ของโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม

 

ปัจจุบันสหภาพยุโรป มีสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ  ตามลำดับ ต่อไปนี้

เบลเยียม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์ (สมาชิกก่อตั้ง), เดนมาร์ก ไอร์แลนด์, กรีซ,โปรตุเกส, สเปน, ออสเตรีย, ฟินแลนด์, สวีเดน,ไซปรัส,สาธารณรัฐเช็ก, เอสโตเนีย, ฮังการี, ลัตเวีย,    ลิทัวเนีย, มอลตา, โปแลนด์, สโลวะเกีย, สโลวีเนีย,บัลแกเรีย, โรมาเนีย        

 

ธงสหภาพยุโรป
         

ธงสัญลักษณ์สหภาพยุโรปมีอายุครบ 50 ปีไปเมื่อเดืนอพฤศจิกายน 2548 คงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมสัญลักษณ์ดวงดาวสีทองที่ปรากฏอยู่บนพื้นผ้าสีน้ำเงิน นั้นทำไมจึงมี 12 ดวง และทำไมถึงต้องเป็นดวงดาว ดวงดาวสีทอง 12 ดวง

นั้นหมายถึง ความสมบูรณ์แบบ และ ครบถ้วน ("perfection and entirety") เหมือนอย่างเช่น 12 เดือนในหนึ่งปี, 12สาวกแห่งพระเยซูคริสต์ หรือแม้แต่ 12 สัญลักษณ์แห่งจักราศี
         

สัญลักษณ์ดังกล่าวได้ถูกใช้ครั้งแรกโดยองค์กร ปีสิทธิมนุษยชน และในปี 1955หลังจากการถกเถียงกันนานกว่า 5ปีในรัฐสภาแห่งยุโรป (Council of Europe) เมือง Strasbourg รัฐสภาดังกล่าวมีสมาชิกถึง 46 ประเทศในยุโรป และยังคงใช้ธงสัญลักษณ์เดียวกันสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1985
          

ในครั้งแรกสัญลักษณ์ถูกออกแบบโดย Salvador de Madrigal สัญลักษณ์ดวงดาวเหล่านั้นหมายถึง ประชาชนในยุโรปและวงแหวน ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1950 Arse ne Hertz ได้ทำการปรังปรุงความคิดดังกล่าวและเสนอดวงดาว 15 ดวง

ซึ่งมีดวงดาวดวงหนึ่งหนึ่งหมายถึง บริเวณ Saar land ของเยอรมนีซึ่งถูกยึดครองโดยฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนีจึงคัดค้านการใช้ดาว15 ดวงเป็นสัญลักษณ์ และฝรั่งเศสก็ปฏิเสธที่จะใช้ดาว 14 ดวงเช่นกัน เพื่อเป็นการตอบโต้เยอรมนี สุดท้ายจึงมีการตกลงกันที่ 12 ดวง

 
 
    Keukenhof 2012

ฤดูกาล ผลิบาน ของดอกทิวลิป ในประเทศเนเธอแลนด์

Keukenhof (สวนครัว) หรือที่เรียกว่า การ์เด้นของทวีปยุโรป ตั้งอยู่ใกล้เมือง Lisse และเป็นสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ข้อมูลจากเว็ปไซต์อย่างเป็นทางการ ในแต่ละปีมีการปลูกหัวทิวลิปประมาณ 7 ล้านหัวในสวนแห่งนี้ บนพื้นที่ 30 เฮคเตอร์

Keukenhof ตั้งอยู่ในภาคใต้ของฮอลแลนด์ในเมืองเล็กๆ ของ Lisse ทางตอนใต้ของ Haarlem และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอัมสเตอร์ดัม เส้นทางการเดินทางโดยรถประจำทางจากสถานีรถไฟของ Haarlem, Leiden และ Schiphol Airport ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เรียกว่า Dune and Bulb Region Keukenhof เปิดให้บริการเป็นประจำทุกปีประมาณสัปดาห์สุดท้ายในเดือนมีนาคม ถึงกลางเดือนพฤษภาคม เวลาที่ดีที่สุดเพื่อดูทิวลิปประมาณกลางเดือนเมษายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

โดยดอกทิวลิปที่ผสมยากที่สุดพในโลกได้แก่ Queen of night ซึ่งเป็นดอกทิวลิปสีดำ ในป้ันจุบัน ยังเป็นสีที่มีราคาแพงที่สุดในโลกอีกด้วย

 
 
    สองพี่น้องผู้ประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกของโลก

ออร์วิลและวิลเบอร์ ไรท์

เป็นบุตรของเสมียนในเมือง เล็กๆ ชื่อเดตันในรัฐโอไฮโอ วิลเบอร์ ไรท์ ผู้เป็นพี่ชายเกิดในปี1867 ส่วนออร์วิล คนน้องเกิดในปี 1871 ทั้งสองมีแรงบันดาลใจเกี่ยวกับเรื่องการบินตั้งแต่ได้รับของขวัญเป็นเครื่อง ร่อนเล็กๆ ซึ่งสองคนพี่น้องนึกแปลกใจว่าเครื่องร่อนนั้นบินได้อย่างไร

ต่อมาในปี 1895 หลังจากที่ทั้งคู่จบการศึกษาและร่วมกันเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น พี่น้องคู่นี้ได้อ่านบทความที่เขียนโดยนักสร้างเครื่องร่อนชาวเยอรมัน ชื่อ ออตโต ลิเลียนทาล บทความนี้ทำให้เขาประหลาดใจเหมือนเมื่อสมัยเขาทั้งสองเป็นเด็ก จึ่งตัดสินใจที่จะสร้างเครื่องยนต์ที่บินได้และบรรทุกคนได้ด้วย

หลังจากที่ทั้งสองพี่น้องได้ศึกษาและทดลองถึงการลอยตัวของว่าวและเครื่อง ร่อนจนรู้สาเหตุแล้วจึ่งได้สร้างเครื่องร่อนขนาดใหญ่พอที่จะบรรทุกคน ขึ้นไปได้หนึ่งคนเป็นครั้งแรกและให้ชื่อมันว่า คิตตี้ ฮอร์ก โดยทำการทดลองร่อนที่เนินเขาในรัฐคาโรไลนาเหนือที่มีลมแรง การทดลองประสบผลสำเร็จ ทั้งคู่จึงสร้างเครื่องร่อนขึ้นอีกหลายลำและเพิ่มระยะทางบินให้มากขึ้น ในปี ค.ศ. 1902 ทั้งคู่คิดค้นหาวิธีที่จะทำให้เครื่องร่อนบินได้ไกลและมีประสิทธิภาพขึ้น

โดยคิดที่จะใส่เครื่องยนต์ให้กับเครื่องร่อน   

พอปลายปี 1903 เครื่องบินลำแรกของโลกก็ได้ถูกสร้างขึ้นโดยวิลเบอร์ และออร์วิล เอาเครื่อง ยนต์ขนาด 12 แรงม้า ใส่เข้ากับเครื่องร่อนคิตตี้ โอร์ค ซึ่งใช้หมุนใบพัด 2 ข้าง และตั้งชื่อให้มันว่า ฟลายเออร์ โดยวิลเบอร์เป็นผู้ทดลองขึ้นบินเป็น คนแรก ในการทดลองบินครั้งแรกนั้น ฟลายเออร์ยกตัวลอยขึ้นจากพื้นดิน หมุนไปรอบๆ แล้วตกลงพื้นดิน ต้องเสียเวลาซ่อม 2 วัน

ทั้งคู่จึ่งทำการทด ลองต่อไปใหม่ โดยคราวนี้ออร์วิล เป็นผู้อยู่บนเครื่องเขาพยายามบินอีกครั้ง ฟลายเออร์ลอยขึ้นสูงจากพื้นดิน 3เมตร ใช้ความเร็ว 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินไปได้ไกลถึง 36 เมตร

พี่น้องตระกูลไรท์ได้ทำการทดลองบินอีกในเช้าวันต่อมาจนกระทั่งลมกรรโชกทำให้ เครื่องพลิกคว่ำแล้วพังไป เขาจึงกลับไปทำงานที่ร้านจักรยานต่อ และทำการทดลองอีกครั้งในปี ค.ศ.1905 โดยสร้างเครื่องบินอีก 3 ลำ และทำการบินได้ครึ่งชั่วโมงในแต่ละครั้ง

น่าประหลาดใจที่ไม่มีใครแสดงความสนใจในสิ่งที่พวกเขาทำมากนัก เพียงไม่กี่คนที่เฝ้าดูเขาทำการบิน ไม่มีแม้แต่การรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ คนทั่วไปไม่คิดว่าการบิน จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ในปี ค.ศ.1908 เขาได้ทำการบินต่อหน้าสาธารณชน โดยมีผู้โดยสารขึ้นไปคนหนึ่งบินไปเกือบครึ่งชั่วโมง และกลายเป็นผู้มีชื่อเสียง เขา ได้ทำการสาธิตการบินทั้งในยุโรปและอเมริกาใน ปี 1909 ทั้งคู่เป็น

วีรบุรุษของปวงชนแทนที่จะเป็นช่างซ่อมจักรยานที่ไม่มีใครรู้จัก เขาได้ตั้งโรงงานผลิตเครื่อง บินและได้รับความสำเร็จในทันที

ออร์วิลและวิลเบอร์ได้รับชัยชนะที่งดงามด้วยกัน จนกระทั่งปี ค.ศ.1912

วิลเบอร์เป็นไข้ไทฟอยด์และถึงแก่กรรม

 
 
    Daylight Saving Time คือ อะไร

"Daylight Saving Time" มักใช้เรียกกันในโซนอเมริกา และใช้คำว่า "Summer Time" ในโซนยุโรป
         

Daylight Saving Time หรือ Summer Time คือ การปรับเวลาที่ใช้ในท้องถิ่นช่วงฤดูร้อนให้เร็วกว่าเวลาปกติ โดยจะปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ยกเว้นเกาะลอร์ดโฮว์ ประเทศออสเตรเลีย ที่มีการปรับเวลาให้เร็วขึ้นเพียงแค่ ½ ชั่วโมง

   

การปรับเวลา Saving Time มักจะใช้ในประเทศที่ อยู่ในละติจูดมากกว่า 23.5 เหนือ / ใต้แต่ก็มีหลายประเทศที่อยู่ในแถบนี้จะประกาศใช้เวลา Summer Time  ตัวอย่างเช่น ไทย ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น

 

ทำไมถึงต้องใช้ Daylight Saving Time

Daylight Saving Time (DST) หรือ Summer Time คือ การประหยัดพลังงานในช่วงค่ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ เวลาพระอาทิตย์ตกดิน และเวลาการเข้านอนของคนโดยทั่วไป

         

ช่วงเวลา DST กลางวัน จะนานกว่าเวลากลางคืน คนส่วนมากจะตื่นเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น แต่จะใช้เวลาในการนอนใกล้เคียงเวลาเดิม ดังนั้น เมื่อสว่างเร็วขึ้น คนก็มักจะตื่นเช้า และเมื่อมีการเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้น คนก็จะเริ่มทำงานเร็วขึ้น การใช้ชีวิตในช่วงค่ำก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า เพราะยังสว่างอยู่ และเข้านอนเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง

         

Daylight saving ของอเมริกาเค้าเกิดขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงานในแต่ละวัน เนื่องจากฤดูหนาวกับฤดูร้อนของเค้าเวลาที่ฟ้ามืดจะต่างกันเวลา 6 โมงเย็นของฤดูหนาวจะเริ่มมืด แต่ 3 ทุ่มของหน้าร้อนยังสว่างอยู่ หรือคนโบราณเขาพูดว่า ฤดูหนาวกลางคืนยาวกว่ากลางวัน ส่วนฤดูร้อนกลางวันยาวกว่ากลางคืนด้วยความตั้งใจที่จะลดการใช้พลังงาน เลยปรับเวลาเช่นหน้าร้อนสว่างตอนตี 5 ถึง 2 ทุ่ม ก็ปรับเวลาให้ +1 ชั้วโมง หรือให้ช่วงเวลาสว่างอยู่ระหว่าง 6 โมงถึง 3 ทุ่มแทน

 

 

Daylight Saving Time ปีนี้เริ่มเมื่อไหร่

Daylight Saving Time (DST) หรือ Summer Time ในปีนี้ เริ่มต้นในเวลา ตี 2 ของวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม และจบในในเวลา ตี 2  ของวันอาทิตย์แรกของเดือน พฤศจิกายน

 

"แต่ในสหรัฐอเมริกา" ได้มีประกาศให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เริ่มทำการปรับเวลาออมแสงแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ โดยการ เริ่มต้น 3 อาทิตย์ก่อนเวลาออมแสงปกติ และสิ้นสุด 1 อาทิตย์หลังเวลาออมแสงปกติ ลงชื่อรับรองโดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2548

 

จุดประสงค์หลัก ๆ คือ

ระบบเวลาออมแสงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการใช้แสงสว่างในเวลากลางวันอย่าง คุ้มค่า (ไม่ให้เปล่าประโยชน์ไปเป็นเวลานอนพักผ่อน) จะมีการปรับเวลาในช่วงเดือนที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เพื่อให้ชั่วโมงทำงานและชั่วโมงเรียนอยู่ในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างเหมาะสม

 
 
    ........... ศัพท์ในการเรียกโบสถ์ ของคาทอลิก ..........

หลายท่านคงเคย "สงสัย" กันบ้างไหมครับ? ว่าทำไมโบสถ์ถึงมีหลากหลาย ชื่อเรียก และแต่ละโบสถ์ แตกต่างกันอย่างไร

Chapel

โบสถ์น้อย หรือโบสถ์ส่วนบุคคคล ใช้ประกอบพิธีกรรมสำหรับกลุ่ม หรือบุคคล เช่น โบสถ์น้อยประจำคณะนักบวช ประจำโรงเรียน เช่น โบสถ์น้อยพระจิตเจ้า ในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

Church

โบสถ์ทั่วๆไป ที่เป็นหลัง และมีบริเวณ เป็นที่ประกอบพิธีของชุมชน ประชาชน เช่น โบสถ์ซางตาครูส โบสถ์ฟรังซิส ซาเวียร์ หรือหมู่คณะใหญ่ ๆ เช่น โบสถ์พระมหาไถ่ ของคณะพระมหาไถ่ เป็นต้น

Cathedral

อาสนวิหาร คือโบสถ์ใหญ่ประจำเมือง เขต เขตปกครองมิสซัง เช่น อาสนวิหารอัสสัมชัญ ประจำมิสซังกรุงเทพ ฯ อาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ประจำมิสซังจันทบุรี เป็นต้น ที่เรีกยว่า อาสนวิหาร เกิดจาก อาสนะ แปลว่า ที่นั่ง บวกกับวิหาร รวมความว่า วิหารที่ตั้งที่นั่ง ที่นั่งนี้คืออาสนะประจำตำแหน่งประมุขผู้ปกครองมิสซังนั้น ๆ ธรรมเนียมของจารีตโรมัน ให้ความสำคัญต่อ อาสนะ หรือที่นั่งของบุคคลสำคัญ เช่น การฉลองธรรมมาสน์ของนักบุญเปโตร พระสันตะปาปาองค์แรก ปัจจุบัน การตั้งอาสนะในวิหารเหล่านี้นั้น ลดความสำคัญลง เนื่องจากหลังพระสังคยานาวาติกันที่ 2 ได้เน้นความสำคัญของพระแท่น อันเป็นศูนย์กลางของการถวายบูชานั่นเอง   การยกโบสถ์ขึ้นเป็นอาสนวิหารนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบ ตามกฏหมายพระศาสนจักร  

Abbey

อาราม หมายถึง บริเวณที่ถูกประกาศเป็นเขตพรต ตามลักษณะที่กำหนดในกฏหมายพระศาสนจักร และพระวินัยของคณะ ซึ่งสงวนไว้สำหรับนักพรต เช่น บาทหลวง ฤาษี แม่ชี หรือบุคคลที่ถวายตัวต่อพระเป็นเจ้าเป็นต้น โดยที่อารามเหล่านี้ จะมีโบสถ์ เพื่อประกอบพิธีกรรมเป็นการเฉพาะ

Basilica

พระมหาวิหาร หรือมหาวิหาร พระวิหาร หมายถึง โบสถ์ขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเป็นเจ้า แม่พระ และนักบุญต่างๆ ทั้งยังเป็นโบสถ์ที่สำคัญต่อพระศาสนจักร หรือชุมชน ซึ่งต้องได้รับการอภิเษกขึ้น ตามกฎหมายพระศาสนจักร เช่น พระมหาวิหารนักบุญเปโตร เป็นพระมหาวิหารประจำนครรัฐวาติกันและพระศาสนจักร พระมหาวิหารพระนางมารี มายอเร พระมหาวิหารนักบุญเปาโล นอกกำแพง และ พระมหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน ซึ่งเป็นอาสนวิหารประจำตำแหน่งพระสันตะปาปา พระวิหารแม่พระมหาชัย กรุงปารีส เป็นต้น
 


ซึ่งลักษณะของโบสถ์ทั้งหมดนี้ จะมีกำหนดไว้ในกฎหมายพระศาสนจักร

 
 
    .................... เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ...................

น่าจะเคยทราบกันไปแล้วว่าเครื่องบินโดยสารลำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันคือ Airbus A380
แต่จะมีใครทราบมั้ยเอ่ยว่า ถ้าพูดถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา มีชื่อว่าอะไร?


ANTONOV 225 หรือ A225 ออกแบบและสร้างโดย O.K.Antonov ASTC ในปีพ.ศ. 2531
 

เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกของรัสเซีย (เมื่อก่อนเป็นสหภาพโซเวียต) เคยเป็นเครื่องบินที่ใช้ในสงครามเย็น สามารถบรรจุรถถัง เครื่องบินไอพ่น และด้านบนของเครื่องบนสามารถบรรทุกเครื่องบินอีกลำได้ด้วย เมื่อก่อนใช้บรรทุกกระสวยอวกาศที่มีชื่อว่า Buran มีทางออก 2 ทาง คือเมื่อนำรถถังเข้าทางท้ายเครื่อง สามารถเปิดหัวเครื่องเพื่อนำรถถังออกทางข้างหน้าได้อีกด้วย และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย เครื่องบินลำนี้ถูกเก็บอยู่ที่ยูเครนประมาณ 8 ปี จนถึงปี 2001

 

โครงการนี้ได้นำมาสานต่อ ANTONOV 225 จะต้องบินอีก 8 ครั้งเพื่อที่จะผ่านมาตรฐานเครื่องบิน และต้องเชิญนักบินคนเดิมกลับมาประจำหน้าที่อีกครั้ง หลังจากที่ANTONOV 225 เคยที่ใช้ทำงานในสงคราม แต่ปัจจุบัน เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินขนส่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

สามารถลงจอดได้ทุกสภาพ ANTONOV 225 มี 6 เครื่องยนต์ ให้แรงมหาศาล ถึง 300,000 ปอนด์ น้ำหนัก 600 ตัน มีล้อ 32 ล้อความเร็ว 750-850 กม./ชั่วโมง น้ำมันเชื้อเพลิง 280 ตัน หรือ 76,000 แกลลอน ถ้าเติมเต็มถัง ซึ่งจะเท่ากับ เติมรถยนต์ทั่วไปได้ 6,000 คัน กำลังบรรทุกมากกว่า 250 ตัน เครื่องบินลำนี้สามารถบรรทุกรถถังได้ถึง 4 คันในเที่ยวเดียว

 

หรือใส่รถยนต์เข้าไปได้ถึง 80 คัน และเป็นเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่แบบเดียวในโลกที่สามารถขึ้นลงรันเวย์ที่เป็น ลูกรัง ที่ราบทุ่งหญ้าทรุนดา พื้นหิมะ พื้นนำแข็ง โดยเครื่องบินลำนี้เคยไปใช้งานที่ขั้วโลกมาแล้ว ที่สำคัญ ขนย้ายเครื่อง Airbus A380 (แบบถอดปีก)ได้อย่างสบายมาก!!
 

 
 
    เรื่องราวของการ...ขอวีซ่า


          เราต่างก็รู้ดีว่า การไปต่างประเทศต้องของ "วีซ่า" แล้ววีซ่าคืออะไร...เราต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้วีซ่า? วันนี้จึงมีข้อควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น แต่การเดินทางไปต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนในประเทศ เพราะมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องรู้และทำความเข้าใจเพิ่มเติม

ไปต่างประเทศ...ต้องขอวีซ่า

          เมื่อคุณจะเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่จำเป็นต้องใช้คือ...

          1. หนังสือเดินทาง
          2. วีซ่า (Visa) เข้าประเทศนั้นในหนังสือเดินทาง
          3. ตั๋วเครื่องบิน
          4. เงินสำหรับใช้จ่าย ซึ่งเป็นเงินสกุลท้องถิ่นหรือเงินสกุลหลักที่ประเทศนั้นๆ ยอมรับ

วีซ่า...คืออะไร

          วีซ่า เป็นหลักการเดียวกันของนานาประเทศทั่วโลก ที่ได้ถือปฏิบัติร่วมกันว่า ก่อนที่คนของประเทศหนึ่งจะเดินทางไปยังอีกประเทศหนึ่ง บุคคลที่จะเดินทางไปประเทศอื่นจะต้องขอวีซ่า เพื่อเข้าประเทศจากสถานฑูตของประเทศที่จะเดินทางไปเสียก่อน ซึ่งปลายทางของแต่ละประเทศ ก็จะมีเงื่อนไขและเอกสารหลักฐานประกอบการขอวีซ่าแตกต่างกันไป เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะได้รับการประทับตราวีซ่า หรือติดเป็นสติ๊กเกอร์ให้ในหนังสือเดินทาง ดังนั้น วีซ่าคือหลักฐานการอนุญาตให้บุคคลประเทศอื่นเข้าประเทศ ที่ทำเป็นรอยตราประทับ หรือเป็นแผ่นกระดาษ หรือเป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง

ข้อยกเว้น...บางประเทศ

          อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับบางประเทศที่ได้ทำการตกลง โดยไม่ต้องขอวีซ่าระหว่างกันได้ หรือบางประเทศอาจยกเว้น โดยการอนุญาตให้คนบางสัญชาติเดินทางเข้าไปในประเทศได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่าเลยก็ได้ อย่างเช่นประเทศไทย ก็ยกเว้นให้แก่คนสัญชาติของประเทศที่มีความเจริญ และมีฐานะค่อนข้างดี ที่เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศด้วยระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 30 วันเท่านั้น

ประเทศที่คนไทย...ไม่ต้องขอวีซ่า

          มีหลายประเทศที่รัฐบาลไทย ไปทำความตกลงเอาไว้เพื่อให้เดินทางไปมาได้สะดวก และมีอีกหลายประเทศที่เขาอำนวยความสะดวกให้คนไทยเป็นพิเศษ ปัจจุบัน (ตั้งแต่ พ.ศ.2551) มีอยู่ 19 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย สามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ได้แก่ อาร์เจนตินา บาห์เรน บราซิล บรูไน ชิลี ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ลาว มาเก๊า มองโกเลีย มาเลเซีย มัลดีฟส์ เปรู ฟิลิปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และเวียดนาม

ขอวีซ่า...ไปยุโรป

          ประเทศในยุโรปจำนวน 24 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไอซ์แลนด์ อิตาลี กรีซ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน เชโกสโลวาเนีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย ฮังการี มอลตา โปแลนด์ สโลวีเนีย และสโลวาเกีย มีการทำความตกลงกันโดยการอออกวีซ่าพิเศษที่มีชื่อว่า Schengen Visa เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนในประเทศต่าง ๆ ในการเดินทางเข้ายุโรป ซึ่งคนไทยก็มีสิทธิ์ขอวีซ่าชนิดนี้ โดยผู้ที่มี Schengen Visa สามารถเดินทางเข้าประเทศเหล่านี้โดยไม่ต้องขอวีซ่ากับประเทศอื่น ๆ อีก และสามารถพำนักอยู่ได้รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน และการยื่นขอ Schengen Visa จะต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศที่คุณจะไปพำนักอยู่นานที่สุด แต่หากไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ก็ต้องไปขอที่สถานฑูตของประเทศแรกที่จะเดินทางเข้าไป

          อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การถูกหลอกจากคำโฆษณาตามป้ายหรือใบปลิว โดยเชิญชวนว่าสามารถยื่นขอวีซ่า ให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศได้ทุกกรณี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการผู้คุ้มครองผู้บริโภค มีคำเตือนถึงประชาชนที่ประสงค์จะเดินทางไปต่างประเทศว่า ควรศึกษาเงื่อนไขการยื่นขอวีซ่าของแต่ละสถานฑูตด้วยตนเอง ให้เข้าใจเสียก่อน ทางที่ดีไปยื่นขอวีซ่าด้วยตนเองจะดีที่สุด

 
 
    วิวัฒนาการของ หนังสือเดินทางไทย

            หนังสือเดินทางคือ เอกสารสำคัญประจำตัวที่รัฐบาลประเทศหนึ่งออกให้แก่พลเมืองหรือคนชาติของตน  เพื่อใช้แสดงตนในการเดินทางไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติ ประเทศเจ้าของหนังสือเดินทางจะร้องขอให้ประเทศอื่นๆ

             ให้ความสะดวก  ความปลอดภัย  หรือให้ความช่วยเหลือ   ความคุ้มครองทางกฎหมายขณะที่พลเมืองของตนอยู่ในประเทศนั้นๆ  หนังสือเดินทางต้องได้รับการประทับการตรวจลงตราหรือวีซ่าจากหน่วยงานของ ประเทศที่จะเดินทางไปเยือน เว้นแต่จะมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่าง ประเทศ
          

            ในสมัยโบราณ  การเดินทางระหว่างประเทศมีความยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลายาวนาน  ระเบียบกฏเกณฑ์การตรวจตราคนเดินทางเข้าออกนอกประเทศยังไม่มีเช่นทุกวันนี้  การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองยังจำกัดขอบเขตอยู่กับดินแดนที่อยู่ใกล้ชิด กัน  บุคคลที่จะเดินทางติดต่อกับต่างประเทศยังอยู่ในขอบเขตจำกัดเฉพาะชนชั้น ปกครอง  ขุนนาง  พ่อค้า  และนักสอนศาสนา  พลเมืองของประเทศต่างๆ ยังไม่มีการเดินทางไปต่างประเทศมากนัก 
การเดินทางของกลุ่มบุคคลดัง กล่าวไปต่างรัฐ ส่วนใหญ่จะใช้หนังสือหรือสาส์นของกษัตริย์หรือผู้ปกครองของรัฐตนไปถึง กษัตริย์หรือผู้ปกครองของอีกรัฐหนึ่ง  ซึ่งจะระบุถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางของคณะบุคคลของรัฐผู้ส่ง  และขอให้รัฐผู้รับให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ต่อคณะผู้เดินทาง  ดังจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยมีการติดต่อกับประเทศ เพื่อนบ้าน  หรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแต่งตั้งคณะราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสเป็นต้น


           ประวัติการใช้หนังสือเดินทางในสมัยก่อนมีหลักฐานปรากฏในลักษณะต่างๆ อาทิ ในรูปของตราหรือสัญลักษณ์  และต่อมาได้พัฒนามาเป็นเอกสารและเล่มหนังสือตามลำดับ โดยผู้ปกครองออกให้เพื่อคุ้มครองคนในปกครองที่เดินทางไปต่างแดน  แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งบังคับใช้ในการเดินทาง   เมื่อโลกมีความก้าวหน้าในด้านการคมนาคม  การติดต่อสื่อสาร  การท่องเที่ยว  และพัฒนาการของเหตุการณ์ความร่วมมือและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้มีส่วนทำ ให้ประเทศต่างๆ สร้างระเบียบกฏเกณฑ์ควบคุมการเดินทางเข้าออกประเทศของพลเมืองและคนต่างชาติ เริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น   หนังสือเดินทางจึงเป็นเอกสารของรัฐและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางไปต่าง ประเทศ  และเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1   


           ใน ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้หนังสือเดินทางไทยนั้น  รูปแบบและการใช้หนังสือเดินทางของไทยได้เปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของสังคมไทย และระหว่างประเทศ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว  เริ่มปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับลักษณะ  รูปแบบการออกหนังสือเดินทางสำหรับคนไทย  โดยออกเป็นหนังสือราชการที่เขียนด้วยลายมือ มีการกำหนดตราประทับเป็นรูปแบบที่แน่นอนบนหนังสือเดินทาง  ตราประทับที่พบ คือ ตราพระคชสีห์น้อย  ตราพระราชสีห์น้อย  หรือตราสุครีบ  ระบุระยะเวลาในการใช้งานซึ่งมีอายุ 1 ปี   วัตถุประสงค์ในการเดินทาง และมีข้อความขอให้ข้าหลวงมณฑล ผู้ว่าราชการเมือง  กรมการจังหวัด  อำนวยความสะดวกในการเดินทาง    


           หนังสือเดินทางที่รู้จักกัน ในระยะแรกเป็นเอกสารเดินทางที่ทางราชการออกให้แก่บุคคลเพื่อใช้ในการเดินทาง ระหว่างเขต  เมือง  มณฑล  หรือภายในพระราชอาณาเขต ยังไม่มีหนังสือเดินทางอันหมายถึงเอกสารที่ใช้เดินทางไปต่างประเทศ  ต่อมาฝ่ายราชการสยามในสมัยนั้นได้เริ่มมีดำริให้ออกหนังสือสำหรับตัวให้คน ฝ่ายสยามเดินทางไปเมืองต่างประเทศ  จึงมีการกำหนดกฏเกณฑ์ว่า  การเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขตกำหนดให้คนสยามต้องมีจดหมายหรือหนังสือเดิน ทางสำหรับตัวทุกคนจากเจ้าเมือง   จึงอาจสันนิษฐานได้ว่า หนังสือเดินทางไทยในปัจจุบันได้พัฒนามาจากหนังสือเดินทางสำหรับตัวซึ่งใช้ กันมาแต่อดีต  


          ในเวลาต่อมาได้มีการกำหนดให้ใช้หนังสือเดินทาง ไปประเทศห่างไกลในลักษณะเป็นหนังสือเดินทางที่พิมพ์ด้วยภาษาฝรั่งเศส 2 หน้า  หน้าแรกมีลักษณะเป็นหนังสือราชการที่มีข้อความขออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทาง   หน้าสองแสดงรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือหนังสือเดินทาง ซึ่งประกอบด้วยรูปถ่าย  อายุ ความสูง  สีผม  ตา  ใบหน้า  ตำหนิ  และลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง  และมีอายุการใช้งาน 1 ปี

          การออกหนังสือเดินทางในสมัยนั้นมิได้ออกให้เพียงหนังสือเดินทางสำหรับบุคคล เท่านั้น  แต่ยังมีหนังสือเดินทางที่ออกให้กับคนครัวหนึ่งหรือคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งใช้ เดินทางเช่นเดียวกับหนังสือเดินทางหมู่เช่นที่มีใช้ในปัจจุบัน  โดยกำหนดรูปแบบที่แน่นอนและใช้ทั่วทุกมณฑล  โดยระบุรายชื่อและจำนวนบุคคลที่เดินทางด้วยกัน  พร้อมทั้งประเภทสัมภาระที่นำติดตัวไปด้วย ทั้งนี้  ในการกำหนดรูปแบบหรือระเบียบหนังสือเดินทางในอดีตฝ่ายปกครองต้องมีหนังสือขอ หารือกับเสนาบดีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซึ่งต้องมีหนังสือขอรับพระราช ทานพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อนด้วย


          หนังสือเดินทางในสมัยนั้นยังเรียกรวมถึงเอกสารเดินทางประเภทตราเดินทาง  ซึ่งทางราชการออกให้กับคนในบังคับ ( สยาม) ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ใช้ เป็นเอกสารแสดงตัว หรือออกให้แก่คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย   โดยการสลักท้องตราประทานหรือตราเดินทางลงในหนังสือเดินทางต่างประเทศ  เพื่อใช้เป็นหนังสือประจำตัวสำหรับเดินทางไปได้ในหัวเมือง  ตามคำร้องขอของสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างประเทศในไทย ซึ่งปัจจุบัน คือ การตรวจลงตรา หรือวีซ่า  

          
          การออกหนังสือเดินทางในระยะนี้มิได้จำกัดอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เท่านั้น   หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหลายระดับ  นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย  ผู้ว่าราชการเมือง   รวมทั้งกรมการจังหวัด  หรือแม้แต่กำนันก็เป็นผู้มีอำนาจในการออกหนังสือเดินทาง หากได้รับคำสั่งจากเจ้าเมือง 


          อย่างไรก็ดี  แม้ว่าตามประเพณีแต่เดิมมา  ผู้ใดจะเดินทางไปนอกพระราชอาณาเขต  ก็มีธรรมเนียมที่ต้องรับหนังสือเดินทางสำหรับตัวซึ่งเจ้าพนักงานออกให้ก็ ตาม   แต่บุคคลโดยทั่วไป ส่วนมาก   ก็ยังไม่ได้ถืออย่างเคร่งครัดว่า   หนังสือเดินทางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทาง เพราะในอดีตยังไม่มีการตรวจตราการเดินทางเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด  ประชาชนสามารถเดินทางออกนอกพระราชอาณาเขตได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องมีหนังสือ เดินทาง  การละเลยในการตรวจตราการเดินทางออกนอกประเทศดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่ ผู้เดินทางในระยะต่อมาเมื่อสถานการณ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป  กล่าวคือในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1  รัฐบาลประเทศต่างๆ  เริ่มบัญญัติการตรวจตราหนังสือเดินทางของคนต่างชาติอย่างเข้มงวด  ทำให้ผู้เดินทางออกจากพระราชอาณาเขตของไทยซึ่งมิได้มีหนังสือเดินทางหรือตรา เดินทาง (วีซ่า) ของประเทศที่จะเดินทางไป   ต้องประสบปัญหาเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ   เนื่องจากต้องถูกกักกันไม่ให้เข้าประเทศ หรือถูกจับกุมกักขังหรือถูกส่งกลับประเทศ
           ดังนั้น   เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนไทยในการเดินทางไปต่างประเทศ  ในวันที่ 17 กันยายน 2460  รัฐบาลไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงได้กำหนดกฏเกณฑ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการออกหนังสือเดิน ทาง  โดยการออก “ ประกาศว่าด้วยผู้เดินทางไปนอกพระราชอาณาเขตร์  ให้มีหนังสือเดินทาง ”   ซึ่งได้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 23 กันยายน 2460  เพื่อให้คนไทยทุกคนที่จะเดินทางออกไปประเทศที่อยู่ห่างไกล  จำเป็นต้องขอหนังสือเดินทางกับกระทรวงการต่างประเทศ   และหากเดินทางไปยังประเทศใกล้เคียงติดต่อกับพระราชอาณาเขต   ก็ขอให้ขอหนังสือเดินทางจากผู้ว่าราชการจังหวัด  หรือสมุหเทศาภิบาลในมณฑลของตน 


           ผลมาจากอิทธิพลของการเปลี่ยน แปลงในระดับระหว่างประเทศหลายประการดังกล่าว  และผลการประชุมขององค์การสันนิบาติชาติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง  ณ  กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส  ในปี พ.ศ.2463  ซึ่งเรียกร้องให้ทุกประเทศกำหนดรูปแบบหนังสือเดินทางในลักษณะเดียวกัน   ซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางเข้าร่วมประชุมและลงนามรับรองข้อมติของ ที่ประชุมดังกล่าวด้วย    และการประกาศใช้พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับแรกของไทยในวันที่  1 กรกฎาคม พ.ศ.2470  น่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการกำหนดกฏเกณฑ์และการปรับเปลี่ยนลักษณะและ รูปแบบของหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่ม  ซึ่งน่าจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏ เกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 6 หรือประมาณภายหลังปี พ.ศ. 2460  เป็นต้นมา


            สำหรับหนังสือเดินทางที่มีลักษณะเป็นรูปเล่มซึ่งพบหลักฐานในขณะนี้  เป็นหนังสือเดินทางประเทศสยามซึ่งออกใช้ในช่วงระยะปี พ.ศ.2482  เป็นหนังสือเดินทางปกแข็งซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน 

 

            ภายในประกอบด้วยรายการข้อมูลภาษาไทยและภาษาฝรั่งเศสกำกับอยู่  และติดรูปถ่ายผู้ถือหนังสือเดินทางพร้อมลายมือชื่อ  ประกอบด้วยหน้าหนังสือเดินทางจำนวน 32 หน้าเช่นหนังสือเดินทางในปัจจุบัน   เป็นหนังสือเดินทางในพระราชอาณาเขตสยามออกที่แผนกหนังสือเดินทาง ณ กระทรวงการต่างประเทศ  แต่แผนกหนังสือเดินทางจะออกหนังสือเดินทาง  หรือต่ออายุหนังสือเดินทางสำหรับบุคคลผู้ใด  ซึ่งมิได้อยู่ในพระราชอาณาเขตสยามในเวลานั้น  ไม่ได้เลย


            หนังสือ เดินทางที่ออกให้ในสมัยนั้น    ถ้ามิได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น  ก็มีกำหนดอายุการใช้งานเพียงสองปี  เมื่อหมดอายุก็สามารถให้ต่ออีกตั้งแต่หนึ่งถึงสองปีก็ได้  แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วต้องไม่เกิน 4 ปี   โดยหนังสือเดินทางใช้ได้แต่สำหรับการเดินทางไปยังประเทศที่ระบุไว้ในหนังสือ เดินทางเท่านั้น  แต่จะสลักเพิ่มเติมเพื่อเดินทางไปประเทศอื่นด้วยก็ได้  โดยคิดค่าธรรมเนียมออกหนังสือเดินทางฉบับละ 12 บาท และค่าธรรมเนียมต่ออายุปีละ 6 บาท   หนังสือเดินทางดังกล่าวนี้ยังคงใช้สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบางอย่าง  อาทิ สี   ตราครุฑบนปกนอก  และลักษณะการจัดวางข้อมูลภายใน   จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2520   มีการเปลี่ยนแปลงรายการข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางจากการตีพิมพ์ด้วยภาษาไทย กับภาษาฝรั่งเศสมาเป็นข้อมูลภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ  


            หลังจาก นั้น  หนังสือเดินทางไทยได้รับการพัฒนาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการผลิต และประโยชน์ในการใช้สอยตามการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของสังคม  โดยกองหนังสือเดินทางพยายามพัฒนาระบบการผลิตเล่มหนังสือเดินทางอย่างต่อ เนื่อง  เพื่อทำให้บริการหนังสือเดินทางดำเนินไปด้วยความสะดวก  รวดเร็ว  และป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยลำดับ


            ใน ปี  2536  กองหนังสือเดินทางได้นำระบบหนังสือเดินทางแบบใหม่มาใช้ เรียกว่า  ระบบ Digital Passport System  (DPS ) ซึ่งเป็นวิธีการพิมพ์รูปผู้ถือหนังสือเดินทางลงในหนังสือเดินทางด้วยระบบ ดิจิตอลแทนการติดรูปตามระบบเดิม  และอ่านได้ด้วยเครื่อง ( Machine Readable Passport )  และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนการผลิตเล่มหนังสือเดินทางที่สามารถจัดเก็บข้อมูลใน เล่มหนังสือเดินทาง   ไว้ด้วยระบบข้อมูลหน้าเดียว  เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)  ตั้งแต่ พ.ศ.2538  เป็นต้นมา


            ในปี 2543 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนาหนังสือเดินทางไทยโดยการนำเทคโนโลยีการถ่ายรูป  การบันทึกข้อมูล และการพิมพ์ข้อมูลลงในเล่มโดยตรง  รวมทั้งการสร้างระบบหนังสือเดินทางซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร ด้วยระบบคอมพิวเตอร์จากฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย   เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะของผู้ขอหนังสือเดินทางโดยอาศัยหมายเลขประจำตัว ประชาชน  ซึ่งทำให้สามารถให้บริการรับคำร้องจากประชาชนผู้ขอใช้ให้บริการหนังสือเดิน ทางได้ในเวลาอันรวดเร็ว  และทำการผลิตหนังสือเดินทางได้ภายในเวลา 3 วันทำการ


             ในด้านการพัฒนารูปเล่มหนังสือเดินทาง  กองหนังสือเดินทางได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงรูปแบบและมาตรฐานของเล่ม หนังสือเดินทางไม่น้อยไปกว่าการปรับปรุงด้านบริการ  เนื่องจากรูปแบบและมาตรฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถใน การป้องกันการปลอมแปลง และความน่าเชื่อถือของหนังสือเดินทางตามมาตรฐานสากล   การพัฒนาหนังสือเดินทางจึงต้องคำนึงถึงรูปแบบที่สวยงามทันสมัยในราคาเหมาะ สม  และจะต้องประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมี ประสิทธิภาพควบคู่ไปด้วย  


             ในปี 2545 กองหนังสือเดินทางได้พัฒนารูปแบบของหนังสือเดินทางแบบใหม่  ที่มีคุณลักษณะป้องกันการปลอมแปลง ( Security Features ) เพิ่มมากขึ้น  และใช้เทคโนโลยีระดับสูงหลายอย่างเช่นเดียวกับการพิมพ์ธนบัตร  เพื่อยกระดับมาตรฐานหนังสือเดินทางไทยให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำของโลก  คุณสมบัติพิเศษที่ใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง  บางอย่างไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า  ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ และบางอย่างก็แฝงไว้อย่างแนบเนียน  ทำให้ยากในการ
ปลอมแปลง  นอกจากนั้นคุณลักษณะบางประการผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีและสารเคมีที่ไม่อาจหาได้ ในท้องตลาดทั่วๆ ไป  ทำให้มั่นใจได้ว่า  หนังสือเดินทางไทยจะมีความปลอดภัย  และปลอดจากการปลอมแปลง


              ทิศทางในอนาคต  หนังสือเดินทางไทยยังคงได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยน แปลงของสังคมและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ  นอกจากนี้  กองหนังสือเดินทางยังได้พัฒนาระบบข้อมูลหนังสือเดินทางไทยให้มีการเชื่อมโยง ข้อมูลผู้ถือหนังสือเดินทางผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับหนังสือเดินทาง  ได้แก่  กระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  กรมศุลกากร  และกระทรวงมหาดไทย  สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ 

            เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากการตรวจสอบข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว  เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับความสะดวกสบายในการติดต่อกับหน่วยราชการ  ไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดของโลกก็ตาม

 

แหล่งที่มา
สาระสำคัญในส่วนของประวัติและภาพประกอบหนังสือเดินทางไทยได้จากเอกสารของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 
 
    "ดาวมิชลิน" คืออะไร

ช่วง สิบกว่าปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมการกินของประเทศไทยและทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีการขนส่งวัตถุดิบและการเดินทางทำให้เราได้ลิ้มรส "ความอร่อย" ของประเทศที่อยู่ไกลเราได้อย่างเหมือนไปรับประทานถึงประเทศต้นตำรับ แต่ก่อนเรามักจะเห็นรายการแนะนำร้านอาหารทางโทรทัศน์หรือหนังสือ แต่สมัยปัจจุบันจะเห็นว่าความนิยมในการค้นหาร้านอาหารจะเปลี่ยนมาเป็นทาง อินเตอร์เนต เราจะเห็นblog และ web site หลายเจ้ามีการแนะนำร้านอาหารชวนลิ้มลองมากมาย เจ้าของblog หรือ web เหล่านั้นบางคนก็ทำตัวเป็นผู้ชิมที่ดี บางคนทำตัวเป็นนักวิจารณ์อาหาร ซึ่งบ้างก็วิจารณ์ได้มาตราฐาน บางแห่งอ่านแล้วก็เห็นได้ว่าไม่ได้มีความรู้ในอาหารนั้นจริงเลย สนใจแค่รูปร่างภายนอกและรสชาติให้จัดจ้านเท่านั้น ที่แย่สุดคือบางแห่งเห็นชัดว่า ได้รับผลประโยชน์ในการมาเขียนถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้อ่านควรใช้วิจารญานในการตัดสินใจเอง

ถ้าพูดถึง คู่มือแนะนำร้านอาหารที่ได้รับความเชื่อถือและความนิยมจากนักชิมทั่วโลกมา อย่างยาวนาน นั่นก็คือ "The Michelin Guide" อย่างที่ทราบ Michelin คือบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง The Michelin Guide เริ่มขึ้นจากการเป็นหนังสือคู่มือดูแลรถ ที่ Michelin พิมพ์สำหรับแจกลูกค้าของเขาเอง โดยเล่มปกแดง จะเป็นแนะนำร้านอาหารและ โรงแรม ส่วนเล่มปกเขียวจะเป็นเรื่องท่องเที่ยว แต่ตอนหลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะความมีมาตราฐานยุติธรรมและความรู้จริงในอาหารเลยเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง และถือเป็นมาตราฐานของร้านอาหารและผู้ปรุงอาหารของร้านนั้น ในการที่จะพยายามทำให้ร้านของตนได้มีชื่อลงในหนังสือและยิ่งกว่านั้นคือ พยายามให้ได้รับ "ดาว" โดยมีระดับแบ่งชั้น ดังนี้คือ

"หนึ่งดาว" เป็นร้านอาหารชั้นดีมากถ้าผ่านควรแวะไปลองถ้าผ่านแถวนั้น
"สองดาว" เป็นร้านอาหารชั้นเลิศ ควรค่าแก่การอ้อมรถไปลิ้มลอง และ
"สามดาว" เป็นร้านอาหารชั้นพิเศษสูงสุด ควรค่าแก่การเดินทางไปโดยเฉพาะ

ในปัจจุบันนี้ มีร้านอาหารทั่วโลกที่ได้รับ "สามดาว" ไม่ถึง 100 ร้าน

The Michelin Guide ฉบับร้านอาหารปัจจุบัน ได้มีเพิ่มการจัดลำดับร้านอาหารนอกจากที่แต่ละเมืองในฝรั่งเศสเอง ไปยังเมืองใหญ่ๆของโลก เช่น นิวยอร์ค โตเกียว ซานฟานซิสโก หรือในประเทศหลายประเทศอย่าง สเปน อิตาลี่เป็นต้น

วิธีการสำรวจของ The Michelin Guide คือการส่งผู้ตรวจสอบที่ไม่เปิดเผย ซึ่งผู้ตรวจสอบเหล่านั้นเป็นผู้ถูกผึกลิ้นและมีความรู้ด้านอาหารมาเป็นอย่าง ดี จะทำการชิมอาหารในร้านโดยทำตัวเหมือนลูกค้าปกติแล้วส่งรายงานไปยังสำนักงาน ใหญ่

ความมีอิทธิพลของ The Michelin Guide นั้นเรียกว่ามีมากมายมหาศาล ถ้าแต่ละปีที่จัดระดับร้าน ร้านไหนถูกถอดออก หรือถูกลดระดับ พ่อครัวร้านนั้นก็แทบสูญเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาในทันที เคยมีพ่อครัวที่ฆ่าตัวตายเพราะเห็นว่าตนถูกลดระดับซึ่งถือเป็นการหมิ่น เกียรติมาแล้ว ตรงกันข้ามถ้าพ่อครัวคนไหนเคยทำงานหรือฝึกงานในร้านที่ได้รับ ดาวมิชลิน จะถือเป็นเหมือนประกาศนียบัตรชั้นดีในอาชีพของตนที่ยอมรับไปทั่วโลก

ใน ประเทศไทยนั้น เรายังไม่มี The Michelin Guide เป็นของประเทศเราเอง มีเพียงแต่ละร้านอาหารหรูในโรงแรมจะจ้างพ่อครัวซึ่งเคยทำงานในร้านอาหารที่ ได้ดาวมิชลินมาปรุงอาหารเป็นพิเศษเป็นคราวๆไป และร้านอาหารสาขาจากต่างประเทศที่ได้รับดาวในประเทศของตนนั้น

ปัจจุบัน นอกจาก The Michelin Guide แล้ว ทางอเมริกาก็มีหนังสือแนะนำร้านอาหารอีกไม่กี่เล่มที่ได้รับความเชื่อถือ อย่าง Zagat เป็นต้น แต่ดาวมิชลินก็ยังคงพิเศษสุดสำหรับ นักชิมและพ่อครัวอยู่นั่นเอง

 
บริษัท ยัวร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 6/3 ซอย อารีย์ 5 ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขต พญาไท กทม 10400 โทร 02-279-3577 แฟกซ์ 02-279-5567
E-mail: your_holidays@yahoo.com : www.yourholidaystour.com