คลิกเพื่ออ่านข่าวทั้งหมด >>
 
  ............. โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ .............

ที่ ผ่านมา ทางบริษัทฯ ยัวร์ ฮอลิเดย์ ได้จัดทริปถ่ายรายการให้กับ ทีมงาน Companion เพื่อนร่วมทาง เดินทางไปถ่ายรายการต่างประเทศ โดยได้เลือกที่นั่งชั้นประหยัด เพื่อจำกัดงบประมาณไม่ให้บานปลายครับ แต่สำหรับการเดินทางไปแอฟริกาครั้งนี้ ที่ใช้เวลาบินข้ามทวีปกว่า 8-9 ชั่วโมงนั้น การขดตัวอยู่ในที่นั่งแคบๆ ยืดแข้งขาไม่ได้เป็นเวลายาวนานขนาดนั้นคงเป็นวิบากกรรมมิใช่น้อย เดชะบุญที่การเดินทางครั้งนี้เราได้รับการสนับสนุนจาก สายการบิน Kenya Airways ที่อนุเคราะห์ตั๋วเครื่องบินชั้น Business Class ให้กับพวกเรา ทีมงานจึงรอดพ้นจากชะตากรรมตะคริวกินขาไปได้อย่างงดงาม

สำหรับเครื่องบินโดยสารของที่พาเราข้ามทวีปนั้นคือเครื่อง โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโบอิ้งผลิตขึ้นมา สำหรับประวัติของเจ้านกเหล็กปีกงอนตัวนี้นั้น เกิดขึ้นจากการแข่งขันระหว่างสายการบิน Airbus และ Boeing ที่ต่างฝ่ายต่างค้นคว้าวิจัยอากาศยานที่สามารถบินเดินทางระยะไกล บรรทุกผู้โดยสารได้จำนวนมากโดยไม่ละเลยเรื่องความสะดวกสบาย และที่สำคัญคือต้องประหยัดเชื้อเพลิงกว่าเครื่องรุ่นเก่า ซึ่งบริษัทแอร์บัสก็นำไปก่อนด้วยการสร้างเครื่อง A380 ที่ขนผู้โดยสารได้เที่ยวนึง 650 คน สามารถขนคนไปทอดกฐินกันได้ทั้งหมู่บ้านในรอบเดียว ส่งผลให้แย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ไปได้ไม่น้อย ทางโบอิ้งจึงต้องรับมือด้วยการพัฒนาและดัดแปลงเครื่องบินโดยสารเดิมมาแข่ง ทีแรกทางโบอิ้งจะอัพเกรดโบอิ้ง 747 ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นแต่ไปๆ มาๆ ก็เปลี่ยนใจ ยกเครื่องเปิดไลน์ผลิตใหม่ภายใต้รหัส 787 ไปเลยดีกว่า โดยงัดเอาความรู้ เทคโนโลยี และพันธมิตรที่มีอยู่ในมือเพื่อสร้างเครื่องบินโดยสารที่ดีที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ในยุคสมัยนี้ แล้วผลลัพธ์นั้นก็คือ 787 ดรีมไลเนอร์ลำนี้แหละครับ

จุดที่โดดเด่นที่สุดของ 787 ที่ทุกคนต้องสังเกตเห็นคือ ปีกครับ การออกแบบปีกของ 787 ถือเป็นการปฏิวัติเทคนิกการพยุงเครื่องตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างสิ้น เชิง ชิ้นส่วนปีกถูกขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันหมด ไม่มีรอยต่อและหมุดยึดใดๆ ซึ่งส่งผลให้มีเสถียรภาพในการลอยตัวกลางอากาศได้ดีขึ้น และประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเครื่อง 767 ที่มีขนาดเท่ากันถึง 20% จนโบอิ้งต้องออกมาแถลงว่า เครื่อง 787 ลำนี้คือเครื่องบินโดยสารที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่สุดตั้งแต่ผลิตมาเลย นะ

นอกจากปีกแล้ว โครงสร้างโดยรวมของมันก็มีการใช้วัสดุผสม CFRP ที่พัฒนาโดยบริษัทญี่ปุ่นมาใช้แทนอะลูมิเนียม สมบัติของวัสดุใหม่นี้คือทำให้เครื่องแกร่ง ทนทานแรงกระทำได้มากขึ้น น้ำหนักเบาลงทำให้จุผู้โดยสารได้มากขึ้นอีก 53 คน และทนทานต่อแรงกดดันสูงทำให้สามารถลดความดันภายในเครื่องทำให้ผู้โดยสาร รู้สึกผ่อนคลาย อึดอัดน้อยลง และเครื่องโรลส์ - รอยซ์ ใต้ปีกก็ยังส่งเสียงรบกวนน้อยกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีต่างๆ ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงจิตใจผู้โดยสารเป็นหลัก อย่างระบบไฟ 128 เฉดสีในห้องโดยสารที่จะปรับให้ร่างกายตอบสนองต่อแสงในโทนสีแบบต่างๆ เช่น ตอนพักผ่อนจะใช้เฉดสีนึงเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ตอนก่อนเสิร์ฟอาหารก็จะเปลี่ยนเป็นอีกเฉดสีที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร หรือเทคโนโลยีการสร้างความชื้นให้มากขึ้น ช่วยลดปัญหาเดิมๆ เรื่องอากาศแห้งในการบิน และมีการประเมินแรงกดอากาศภายในห้องโดยสารแบบ Real time โดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะปรับระดับความกดอากาศในห้องโดยสารให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้โดยสารผ่อน คลาย สบายใจที่สุดตลอดเวลา

พิษสงรอบตัวขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เจ้านกล่องฝันตัวนี้จะกลายเป็นเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้าง ที่มียอดขายออกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทีมงาน Companion เพื่อนร่วมทาง ก็ได้ร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของ 787 ดรีมไลเนอร์ลำนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะฟินแค่ไหนก็เชิญท่านตามไปชมบรรยากาศในห้องโดยสารและห้องนักบินของ 787 ในคลิปรายการ Companion เพื่อนร่วมทาง ชุด เปิดโลกแอฟริกา ตอนที่ 1 ได้เลยครับ

 

https://www.youtube.com/watch?v=9P8Oh9NIlb8

 

Credit: รายการ The Companion เพื่อร่วมทาง

 

 
 
  ................................ Ger .................................

 

เกอร์คือกระโจมที่พักในประเทศมองโกลเลีย เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สร้างที่อยู่อาศัยเหมาะกับสภาพภูมิประเทศ กลางทุ่งหญ้าสเตปป์อันเวิ้งว้าง ลมกรรโชกแรงตลอดทั้งปี เกอร์สามารถโยกย้ายและสร้างประกอบได้โดยง่าย หรือหากจะรื้อถอนก็สามารถทำได้โดยง่ายเช่นกันเพราะชาวมองโกลเป็นพวกเร่ร่อนไปตามฝูงสัตว์

เมื่อหญ้าที่เป็นอาหารสัตว์หมดก็ต้องย้ายถิ่นใหม่ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนพวกเลี้ยงสัตว์จะย้ายไปตามแหล่งน้ำต่างๆไม่มีที่อยู่ประจำเป็นหลักแหล่ง แต่ถ้าเข้าสู่หน้าหนาวพวกเขาจะกลับไปยังที่ประจำ

ในทุกๆปี ฤดูหนาวที่กินเวลายาวนานกว่าแปดเดือนต่อปี เกอร์ทั้งหลายต้องย้ายไปอยู่หลังเนินดินเพราะจะช่วยเป็นแนวกั้นการปะทะของแรงลมที่พัดผ่านลงมาจากทิศเหนือนั่นก็หมายถึงลมหนาวจากทุ่งไซบีเรียของประเทศรัสเซีย ที่พัดเอาความหนาวเย็นที่แห้งแล้งผ่านทุ่งน้ำแข็งและป่าสนไทก้าสู่ท้องทุ่งหญ้าสเตปป์แห่งมองโกลเลีย อุณหภูมิลดต่ำโดยเฉลี่ยติดลบ30องศาเซลเซียส และความเร็วลมโดยเฉลี่ยกว่า80กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาแบบนี้ชาวมองโกลดำรงชีวิตอยู่ในเกอร์

...ลักษณะภายนอกของเกอร์เป็นรูปร่างลักษณะเป็นวงกลม ประตูทางเข้ามีประตูเดียวและหันหน้าสู่ทิศใต้เพราะหลบเลี่ยงลม วัสดุที่ใช้ทำเกอร์จะเป็นขนสัตว์พวกแกะหรือแพะ ที่นำมาปูต่อกันเป็นผืนห่อหุ้มด้วยผ้าใบหรืออาจจะเป็นหนังสัตว์ ด้านบนสุดของเกอร์จะเจาะเป็นรูเพื่อระบายอากาศโดยเฉพาะควันไฟ และสามารถปิดได้เมื่อฝนตก ส่วนด้านในเกอร์ เมื่อเดินเข้าไปก็จะเจอเตาผิงตั้งอยู่กลางเกอร์ มีถังใส่มูลวัวแห้งเพื่อเป็นเชื้อเพลิงจากเตาผิงจะมีท่อต่อขึ้นไปถึงรูด้านบนเพื่อระบายควัน สำหรับคนเมืองหนาว ไฟคือชีวิต และความหวังการที่เห็นไฟตลอดเวลาทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัยในชีวิตและไม่หนาวตาย

ชาวมองโกลเคารพและบูชาไฟ เค้าจะไม่ทิ้งสิ่งสกปรกเข้าเตาไฝ ไม่นั่งยกเท้าบนเตาไฟ แต่สิ่งที่น่าแปลกสำหรับคนที่มาเยือนคือมูลวัวแห้งที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเมื่อถูกเผาไหม้แล้วกลิ่นเหมือนสมุนไพรอารมณ์

อโรม่าเทอราปี หอมเย็น แต่ไม่ถึงกับชื่นใจ

นอกจากนั้นภายในก็จะเห็นเสากลางห้องและโครงไม้ที่ซัปพอร์ทโครงสร้างของเกอร์ ด้านข้างทั้งสองจะเป็นเตียงนอน มีหมอนและผ้าห่มที่ถักทอมาจากขนอูฐที่ห่มแล้วอุ่นสบาย.. อีกมุมจะเป็นเหมือนห้องนั่งเล่น มีรูปภาพของครอบครัวแขวนเอาไว้ เตียงนอนจะยกสูงจากพื้นเพราะต้องกันให้ห่างจากความชื้นจากพื้นดินและอันตรายจากสัตว์เลื้อยคลานที่สามารถเลื้อยลอดประตูเกอร์เข้ามาได้.

ในสังคมชาวมองโกลเร่ร่อนพวกเขาจะไม่สะสมสมบัติพัสถานจำพวกเงินทอง แก้วแหวนจินดาหรือวัตถุนิยมต่างๆ ดังนั้นสิ่งที่จะบอกฐานะทางสังคมได้ คือ จำนวนของปศุสัตว์ เกอร์ส่วนใหญ่จะไม่ปิดล็อคกุญแจ แม้ว่าเจ้าของจะออกไปดูแลฝูงสัตว์ของตัวเองทั้งครอบครัวในทุ่งหญ้าอันห่างไกล แต่ก่อนที่จะออกจากเกอร์ในตอนเช้าแม่บ้านจะหุงหาอาหาร ทำข้าวหม้อแกงหม้อทิ้งเอาไว้บนเตาในครัว แล้วจะออกไปโดยไม่ลืมที่จะเปิดประตูเกอร์ทิ้งไว้ เพราะอาจจะมีครอบครัวของชาวมองโกลเร่ร่อนพาฝูงสัตว์ไปหาแหล่งน้ำแหล่งหญ้าผ่านมาจะได้เข้าไปหาที่พักพิงกินข้าวกินปลาที่เจ้าบ้านทำทิ้งเอาไว้ให้ ก่อนจะออกเดินทางต่อเพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเกอร์ต่อไปจะอยู่อีกไกลแค่ไหนหรืออาจจะไม่เจออีกเลยในอีกหลายวัน ถ้าอากาศปกติไม่มีปัญหา แต่หากพบเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายเกอร์เล็กๆแต่มากล้นด้วยน้ำใจที่ยิ่งใหญ่จะสามารถช่วยรักษาชีวิตพวกเขาเอาไว้ได้..

ในโลกปัจจุบันโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กได้เชื่อมต่อโลกทั้งใบจนเป็นชิ้นเดียวกัน ทลายกำแพงที่โอบล้อมวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายลง โลกของสังคมเมืองได้คลืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจคนมองโกลอย่างเลี่ยงไม่ใด้ เด็กมองโกลรุ่นใหม่ กลัวที่จะใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแบบบรรพบุรุษของพวกเขา

เมื่อพวกเขามารวมตัวกันอย่างหนาแน่นในอุลานบาตารร์ บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นอย่างถาวร คอนโดถูกสร้างเพื่อรองรับนิวคัมเมอร์ new comer จากทุ่งหญ้าสเตปป์ทั่วทุกหนแห่ง..ประตูเกอร์ที่ไม่เคยปิด

กลายเป็นรั้วบ้านที่แน่นหนาปิดทึบ แต่ถ้าสอดส่องสายตาดีๆ เราจะเห็นกระโจมสีขาวเล็กๆตั้งอยู่ในรั้วบ้านแทบทุกหลัง... หรือว่าพวกเขากำลังวิ่งหนีเงาตัวเอง หากเป็นเช่นนั้น..เขาไม่มีทางหนีมันพ้น เพราะ เกอร์คือชีวิต..

 

PK

Inspire by Anu, Ulannbatarr

      

 
 
  ............................. มองโกเลีย ............................

มองโกเลีย

                ภาพของทุ่งหญ้าสเตปปี้ ท้องฟ้า ฝูงสัตว์ และชาวมองโกเร่ร่อนผู้เป็นนักรบที่กล้าหาญ เป็นภาพที่คนจะนึกถึงเป็นสิ่งแรก เมื่อพูดถึง “มองโกเลีย”

                วันแรกที่มาถึงสนามบินเจงกิสขาน สัมผัสแรกคือ สภาพอากาศสดชื่นแบบสบายของกลางฤดูร้อน อูลานบาเตอร์  เป็นเมืองหลวงที่ทำให้เราช็อกไปชั่วขณะ ลบภาพมองโกเลียในแบบที่เรารู้จักไปโดยสิ้นเชิง บรรยากาศของเมืองใหญ่คึกคักเต็มไปด้วยกลิ่นไอของสังคมนิยมรัสเซีย ที่มาสร้างตึกอันโอ่โถงและสง่างาม สไตล์ สตาลินนิสต์ โรงละคร โอเปร่าเฮาส์ ตั้งเด่นอยู่รายล้อมจัตุรัสกลางเมืองอูลานบาเตอร์  รูปปั้นของวีระบุรุษ ชาวมองโกลตั้งเด่นตามแยกมุมเมือง

                ราตรีของอูลานบาเตอร์ คึกคักไม่แพ้เมืองใหญ่ใดในโลก ประชาชนกว่าครึ่งเป็นวัยหนุ่มสาวกำลังทำงาน ออกมาดื่มกันอย่างเต็มที่ ย่านใจกลางเมือง เราสามารถ หาร้านอาหารจากทุกมุมโลก ร้านอาหารผับบาร์ ตั้งเรียงรายกัน หนุ่มสาวหน้าตาดี ไม่เหมือนคนจีน แต่ออกไปทาง จีนผสมแขกขาว เผ่าพันธุ์ดั้งเดิม คือพวก อัลไต ผสมผสานกับวัฒนธรรมของชาวยุโรป และรัสเซีย เห็นได้ชัดจากการแต่งกายแบบตะวันตก แต่น่าตานิสัยใจคอเป็นแบบเอเชีย แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะถูกปรุงแต่งจนผิดเพี้ยน แต่พฤติกรรมของคนยังมีรากเหง้าดั้งเดิม มีหลายอย่างที่แสดงออกถึงการเป็นชนเผ่าเร่ร่อนเช่น การบ้าพลัง หนุ่มๆมีกล้ามเป็นมัดๆหน้าตา ไม่ค่อยยิ้มแต่สื่อได้ถึงความมีน้ำใจและมิตรภาพ สาวมองโกรูปร่างสูงเพรียว ให้น่าสัมผัส เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสินค้าที่ขายดี ทุกคนออกมาสนุกสนานในช่วงฤดูร้อนอันแสนสั้นแค่ 100 วัน!!!!! หลังจากผ่านฤดูหนาวอันแสนทารุณ และหนาวเหน็บกว่า 8 เดือน บางช่วงของฤดู อากาศติดลบถึง -40 องศา แถมบางครั้งธรรมชาติก็ทารุณ โหดร้าย มีกระแสลมฤดูหนาวพัดมาจากทางเหนือ ทุ่งน้ำแข็งไซบีเรียผ่านลงมา เกิดมหันต์ภัยเรียกว่า ซุก Zup อากาศหนาวจัด คร่าชีวิตฝูงสัตว์ตามทุ่งหญ้าตายนับล้านๆตัว ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้ทำให้ชาวมองโก เป็นชนชาติที่อดทน เข้มแข็ง อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศที่ไม่สามารถเพราะปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารได้ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างบันทึกทางประวัติศาสตร์โลกถึงหลายครั้งหลายครา

                เมื่อกองทัพมองโกต้องหิวโหย ต้องออกตระเตรียมหาอาหาร เข้าปล้นสะดม  และโจมตีบ้านเมืองทั้งหลายจากคืบเป็นศอก รุกจากเอเชียไปจนข้ามแม่น้ำดานูบเข้าสู่ยุโรป ใน ศต.13 ของกองทัพเตมูจิน  หรือที่ทั้งโลกรู้จักในนาม เจงกิสข่าน โอกูไต และกุยไบลข่าน รุกไร่จนชาวยุโรป  ต้องคอยหนีไปตามเกาะแก่งในน้ำจนเกิดเมืองเวนิสขึ้นมาในยุคนั้น เพราะกองทัพม้ามองโกลรุกไล่จนชิดขอบน้ำ ม้าไม่สามารถข้ามไปได้ จึงเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด อาณาจักรมองโกล เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น การที่เผ่ามองโกล มีจุดประสงค์ที่จะไปเอาอาหารจึงไม่ได้ปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นเวลานาน เมือเสบียงพอเพียงก็เดินทางกลับมาตุภูมิตนเอง ทิ้งร่องรอยของความเป็นมองโกเอาไว้

                ทุกวันนี้มองโกลไม่ต้องมีกองทัพม้าไปสู่รบกับใครแต่ยังมีประเพณีดั้งเดิม ซึ่งเป็นรากเหง้าของพวกเขาให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน คือเทศกาล นาดัม ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ในวันที่ 11 เดือนกรกฎาคม จะมีกีฬามวยปล้ำ ยิงธนู และขี่ม้า ซึ่งการเตรียมความพร้อมกับสงคราม หรือฝึกทหารก่อนออกรบในสมัยก่อน ให้ผู้มาเยือนได้ชมกัน

การเดินทางไปที่ต่างๆในมองโกล ถนนหนทางทางรถไม่ค่อยสะดวกเหมือนทางม้า คือไปได้ทุกที่ บ้านเรือนยังคงเป็นกระโจมกลางทุ่งหญ้า ที่พร้อมย้าย พร้อมฝูงสัตว์เมื่ออาหารหมด  ชาวมองโกลทุกวันนี้ยังเคารพในธรรมชาติ ท้องฟ้า ภูเขา และทุ่งหญ้าที่ให้กำเนิด และแหล่งพักพิง เราจะพบกองหินที่คนผ่านทาง วางซ้อนกันไปจนเหมือนสถูปเจดีย์ วิธีการฆ่าสัตว์ แพะ แกะ เพื่อทำอาหารให้พวกเขาได้ยังชีพ ชาวมองโกล จะไม่ให้เลือดสัตว์ตกลงพื้นดินเพื่อแสดงความเคารพต่อสัตว์นั้นๆ วิธีการก็คือ ผ่าท้องแล้วใช้มือล้วงเข้าไปเพื่อตัด เส้นเลือดที่ขั้วหัวใจ แล้วใช้มืออีกข้างปิดปากจมูกของแพะเอาไว้จนค่อยๆสิ้นลม โดยปราศจากเลือดตกพื้น ทำให้ นึกถึงคำว่า Silent of the lamp ผู้มาเยือนอาจจะนึกสังเวชใจ แต่นี่คือวิถีชีวิตของพวกเขาที่ทุกคนต้องเคารพ

                หลากคนแปลกใจเมี่อมาเยือน มองโกลเลียแล้วหาผักทานยากมากเพราะที่นี่นิยมบริโภคพวกเนื้อสัตว์ แต่พอได้พูดคุยกับชาวท้องถิ่น พวกเขามีความเชื่อว่าพืชผัก ก็เหมือนกับหญ้าเป็นอาหารของฝูงสัตว์ เขาจะไม่กิน

ปลาหรืออาหารทะเล เปรียบเป็นสัตว์ประหลาดสำหรับชาวมองโกล เพราะเขาห่างไกลจากทะเลกว่าพันกิโลเมตร

ชาวมองโกลเห็นกั้งเหมือนกับมนุษย์ต่างดาวที่ดูน่ากลัวและลึกลับ เขาจะไม่จับกิน วัฒนธรรมทั้งหลายเหล่านี้เมื่อผู้มาเยือนเรียนรู้และเข้าใจว่าทุกอย่างมันมีที่มาและที่ไป มีเหตุและผลในตัวของมัน จะทำให้เราสนุกไปกับการท่องเที่ยวมองโกเลีย “ดินแดนแห่งท้องฟ้าคราม”

Mongolia land of blue sky

PK

Ulaantarr

19/06/14

 
 
  ........................ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ........................

ในวัยเยาว์เราเฝ้าฝันถึงชีวิตที่งดงาม นุ่มนวลดุจปุยเมฆ ฝันมีบ้านที่สวยราวปราสาทราชวั' เด็กชายเห็นภาพตัวเองเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาว เด็กหญิงฝันถึงชุดเจ้าหญิงประดับด้วยมงกุฎเพชร บนศรีษะอยู่บนหอคอยงาช้างเบื้องหน้ามีเจ้าชายน้อยคุกเข่าขอความรัก..ชีวิตน่ารื่นรมย์

ครั้นเติบใหญ่ถูกขัดเกลาจากเบ้าหลอมการศึกษา กาลเวลาได้เติมแต่งหน่อกล้าความคิดแตก

ยอดอ่อนประดับรอยหยักของสมอง ความฝันที่เคยล่องลอยบนท้องฟ้าในวัยเยาว์ เริ่มเคลื่อน

คล้อยลอยตำ่ลงมาเรี่ยทิวยอดไม้ ไม่ไกลเกินเอื้อมที่จะไขว่คว้า หนุ่มสาวในวัยนี้เราจะวิ่งล่าฝันเพราะฝันไม่ใกลเกินเอื้อมถ้ามีความมุมานะพยายามอย่างแท้จริง มีความสุขเมื่อได้ครอบครองความฝัน
และทุกข์มหันต์เมื่อฝันหลุดลอย..

ในวัยที่เป็นคนเต็มคน ความฝันในวัยเยาว์หล่นมากองแทบเท้าเกาะตามยอดหญ้าดุจหยาดนำ้

ค้าง แล้วเหือดแห้งมลายหายไปเมื่อยามอรุณรุ่ง ในบางวัน  ชีวิตเหมือนเรือลอยท่ามกลางมรสุมพายุุร้ายที่บ้าคลั่งไม่เห็นเดือนเห็นตะวันและฝั่งฝันที่พอจะให้เราเหยียบย่างหลบลี้ภัย. ในบางวันอากาศ

สดชื่นบริสุทธิ์ หัวใจถูกอาบด้วยไออุ่นแห่งความรัก โลกทั้งใบหัวเราะไปกับเรา ในชีวิตจริงเรื่องเหล่า

นี้ เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกที่ทุกเวลา.

ความแน่นอนเริ่มเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันที่ฟ้ากระจ่างแต่ฝนตกและในวันที่ฟ้าครึ้มมีแดดลอดราว

เมฆมาอาบไล้ผืนฟ้า สิ่งที่โอบอุ้มหัวใจของเราให้ผ่านวันที่เลวร้ายไปใด้คือการคิดดี ทำดี จากหัวใจ

 ที่ยิ่งใหญ่และใสสะอาด วันที่โชคชะตาทำร้ายเราหัวใจแตกออกเป็นเสี่ยง มรสุมชีวิตพัดพาเราไปสู่

ท้องนำ้แห่งความเศร้าโศก เรายังมีความดีติดตามเราไปทุกหนแห่ง ทั้งในโขดหินหรือกลางเกาะร้าง

ความดีจะเป็นเกราะคุ้มกัน คอยปลอบโยน รักษาแผลใจช่วยพยุงให้เราลุกขึ้นอีกครั้ง ความดีจะคอย

โอบกอดฟูมฟักรากอ่อนของความหวังให้เติบโตแตกกิ่งใบปกคลุมให้ความร่มเย็นกับชีวิต

 

ตราบจนคุณแข้มแข็ง...และ เมื่อคุณแข้มแข็งชีวิตต้องดำเนิน....ต่อไป

       PK

  siam 23/11/13

 
 
  .......................... เทศกาล พ.ร.บ. ..........................

เมฆสีดำมืดมิดปกปิดแสง

ไฟร้อนแรงแผดเผาเถ้าตัณหา

ความเคียดแค้นคลั่งไคล้เกินเยียวยา

หยดน้ำตาหลั่งนองทั่วท้องไทย

 

กูคือถูกมึงคือผิดคิดเริ่มต้น

ความเป็นคนสิ้นหายมลายสูญ

ไทยฆ่าไทยจะเหลือไทยให้ใครทูน

วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร

 

แสงสุดท้ายส่องทางอยู่กลางหาว

ดั่งแสงดาวแห่งศรัทธารอท้าฝัน

หยุดความโกรธสร้างความดีให้แก่กัน

ใจสุขสันต์พาชาติไทยไกรรุ่งเรือง

 

                                8 พฤศจิกายน 2556
                                           เทศกาล พ.ร.บ.

 
 
  ................. ชิ้นส่วนที่หล่นจากสวรรค์ ...................

 

เหมือนบุพเพสันนิวาส....ในบ่ายวันหนึ่งที่ตรอกเล็กๆกลางเมืองมิลาน   ขณะละเลียด Ice cream ร้านกุมเจ้าอร่อย สายตาก็พลันสอดส่องไปเจอหนังสือไกด์บุค วางบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงกันข้าม  เลยถือวิสาสะหยิบมาเปิดดูตามประสาคนอยู่ไม่สุข....อ่านไปแค่ 2 หน้า ผมตกหลุมรักเมืองที่เห็น เป็นรักแรกพบ รักที่ไม่มีเหตุผล อยากหอบผ้าไปอยู่ด้วยในทันที   ผมจดชื่อเมืองบนกระดาษรองถ้วยไอศกรีม >> “เมือง CINQUE TERRE   แล้วรีบเผ่นกลับโรงแรมเข้า internet ค้นข้อมูล...แต่ใจมันไปแล้วววว!!

6 โมงเช้าต้นเดือนตุลาคมย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง หมอกหนาโรยตัวบนถนนที่ร้างรารถ  พวกมิลานนีส ยังหลับสบาย

ผมยืนหน้าช่องขายตั๋วในสถานีรถไฟเมืองมิลาน >>>เรียบร้อยผมได้ตั๋วไปกลับราคา 43 ออยโรสู่ Monterosso del mare  หนึ่งในห้าตำบลที่จะเปิดบริสุทธิ์เป็นเมืองแรกใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง.....ทันทีที่รถไฟเทียบชานชลาผมขึ้นไปหาที่นั่งตามที่ระบุเอาไว้  ที่นั่งกั้นเป็นห้องเก้าอี้ปรับเอนได้ หันหน้าเข้าหากันสองแถว นับดูแล้วผมมีเพื่อนร่วมตู้หกคนแต่โชคร้ายที่ทั้งหมดเป็น...”ผู้ชาย”..

                 ริมฝั่งทะเล Liguria มีชื่อเสียงหลายอย่างถ้าพูดถึงบุคคลเช่นนักเดินเรือ Cristopher Columbus >> เกิดแถวเมืองเจนัว  เรื่องหัวจิตหัวใจที่บ้าบิ่นแบบนักผจญภัยที่นำกองเรือออกสู่ทะเลกว้างกว่า 500 ปีที่แล้ว...ผมไม่สงสัย แต่ติดใจที่ว่าแกใช้วาทศิลป์อะไรเกลี้ยกล่อมให้คนออกเดินทางไปด้วยนับร้อย  โดยที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไปถึงฝั่งฝันของโคลัมบัส  หรือลอยเป็นศพกลางทะเล  น่าทึ่งครับ.....

 อีกคนคือ POP JULIUS ที่ 2 >>ขาดคนนี้ รัฐวาติกันก็ไร้ซึ่งภาพสีปูนเปียกในวิหารน้อย Sisteen Chapel  ฝีมือไมเกิล แองโจโล บูนารอตติ และของสะสมอีกนานัปการ ที่ยังคงอยู่ในวาติกัน มิวเซียม...ก็เกิดแถวนี้ ส่วนเรื่องของกินเป็นต้นตำรับ Pesto ซอสสีเขียวหอมกลิ่นกระเทียม โหระพา ลูกสนป่า ราดกับเส้นปาสต้าสด...ไหนจะราวิโอรี่ไส้เนื้อราดซอสถั่วที่เรียกว่า Pansoti ....ไหนจะแองโชวี่ยัดไส้ชุ่มด้วยน้ำมันมะกอกเกรด เอกซตร้าเวอจิ้น ตามด้วยของหวาน 5 terre ที่รับประทานได้ที่นี่ที่เดียว  แล้วล้างปากล้างคอด้วย Ice wine หอมหวานติดปลายลิ้นข้ามคืน เริ่มเห็นสวรรค์รำไรหรือยังครับ

                 CINQUE TERRE คือหมู่บ้านชาวประมงทั้งห้า หลบซ่อนตัวในซอกหลืบบนหน้าผาริมฝั่งทะเล  ชาวบ้านจับปูหาปลากินกัน อยู่อย่างพอเพียง สืบทอดประเพณีรุ่นต่อรุ่น...สงบแต่อาบด้วยความสุข บางครั้งความสุขมันอยู่ใกล้ตัว จนเรามองข้าม

ลองอยู่กับตัวเองนิ่งๆ ก็จะสัมผัสได้ด้วยใจ....ด้วยการเดินทางมายากลำบาก หน้าผาและหุบเหวกลายเป็นป้อมปราการที่ปิดกั้นสิ่งแปลกปลอมจากโลกสมัยใหม่ที่เรียกว่าความเจริญให้เข้ามาสู่ Cinque terre ได้หลายร้อยปีจวบจนกระทั่งยุคซิกซ์ตี้ มีการสร้างทางรถไฟ แล้วรถไฟขบวนแรกก็บรรทุกความเปลี่ยนแปลงเข้ามาสู่หมู่บ้าน

11.02 >>> รถไฟเข้าเทียบชานชลาที่หมู่บ้าน Monterosso al mare ชุมทางที่ทัวริสต์นิยมมาพัก มีที่พักแยะสุด หาดทรายยาว มีโรงงานแปรรูปแองโชวี่ สะพานปลา บรรยากาศโดยทั่วไปคึกคักสุดประมาณ ต้องแวะซื้อตั๋วสำรับผ่านเข้าไปเที่ยวหมู่บ้านอีกสี่แห่งที่นี่  แวะดื่มเอสเปรสโซซักแก้วแล้วเดินชมหมู่บ้าน

 

Vernazza >>> ถนนสายหลักทอดผ่านกลางหมู่บ้านจากชานชลาสู่ท่าเรือ เรียงรายด้วยบ้านเรือนดูมีชีวิตชีวา  ผ้าผ่อนตากบนระเบียงพริ้วโบกสะบัด  อารมณ์ประมาณเดินในสนามกีฬาโอลิมปิคท่ามกลางธงนานาชาติ   แต่ต่างกันที่ที่นี่เป็นเสื้อยืด กางเกงใน ถุงเท้า ....บริเวณท่าเรือมีจัตุรัสเล็กแต่น่ารัก  ริมน้าแน่นขนัดไปด้วยเรือประมงหลากสีสัน แค่แวะนั่ง

 

Corniglia >>> ดูชาวบ้านทำกิจวัตรประจำวันก็เหมือนนั่งดูละคร วงใหญ่เพลินทีเดียวครับ….จากสถานีรถไฟก็แหงนคอตั้งบ่าเพราะเมืองนี้ตั้งบนยอดเขา ทดสอบความฟิตของร่างกาย ถ้าประมาณจากสายตาก็เดินชั่วหม้อข้าวเดือด ...สองข้างทางเป็นไร่องุ่นที่มาบ่มหมักเป็น Ice wine... เดินซัก พักเริ่มเอะใจว่าพวกที่ลงรถไฟที่นี่พร้อมเรามันไปไหนกัน  มีเราเดินอยู่คนเดียว....แต่ชั่งปะไร ผมแวะถ่ายรูปมาเรื่อยๆก็ถึงด้านบน ...โอ้โห สวยดั่งภาพวาดเมือง ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งโดยมีเหวลึกคั่นกลาง  อีกด้านเป็นหน้าผาติดทะเล  มองย้อนทางขวาเห็นสองหมู่บ้านที่ผ่านมา  มองไปซ้ายลิบๆเห็นอีกสองหมู่บ้านที่กำลังจะไป .... นี่มันสวรรค์ชัดๆ แต่พอนึกทางลงเขาไปขึ้นรถ นรกชัดๆ คร๊าบพี่น้อง....

 

Manarola >>> เต็มไปด้วยซอกซอยพาเราเดินเข้าสู่อดีต  เสียงป้าตะโกนโหวกเหวกลั่นซอยไม่ต้องรู้ภาษาอิตาเลี่ยนก็เดาไม่ยากว่าเธอกำลังก่นด่าสามีตัวเอง ...ทำไมมันเหมือนกันทั่วโลกว่ะ??  นี่คืออารมณ์จริง บรรยากาศจริง ไม่ต้องมาปรุงแต่งเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว...ดิบๆดี ผมชอบ …

 

ระหว่างเมือง Manorola ไปเมือง Riomaggiore ไม่ต้องใช้รถเพราะมีทางเดินเชื่อมที่ได้ชื่อว่า “Via dell  amore” ถนนแห่งความรัก เป็นทางเดินปูด้วยไม้บางช่วงลัดเลาะบนหน้าผา บางช่วงก็เจาะทะลุเขา  ระหว่างทางก็มีจุดแวะกอดกันบ้างจูบกันบ้าง  โรแมนติคสุดๆ  เป็นทางที่คู่รักคนอิตาเลี่ยนใฝ่ฝันมาเดินเกี่ยวก้อยกันซักครั้งในชีวิต...ผมนึกเล่นๆว่ายัยป้าที่ด่าผัวก็คงเคยมาเดินหยอกล้อต่อกระซิกกะตาลุงที่นี่ เฮ้อออ...เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน...

 

แล้วผมก็มาถึง Riomaggiore เมืองสุดท้ายใน5หมู่บ้านตระหง่านบนผาสูงชันร้านรวงขายสินค้าโอทอปละลานตา....ผมนั่งดื่มเบียร์ แทบสำลักความสุขที่ได้พบเห็นมา การเดินทางอาจจะยังไม่สะดวกสบายแต่เชื่อผมเถอะครับว่าคุ้มค่า...เพราะ Cinque terre คือชิ้นส่วนที่ตกลงมาจากสวรรค์...

 
 
  Ma vie en rose @ provence

            หัวใจฟูฟ่องทุกครั้งเมื่อรู้ว่าจะได้เดินทางไปโปรวองซ์.. ผมรู้ตัวว่าหลงรักแคว้นนี้มานานแล้ว ด้วยความแตกต่างและหลากหลายทางทิวทัศน์ เป็นเหตุให้เกิดแรงดึงดูด นำพาศิลปินในยุค impressionist มาชุมนุมกัน สีสันอันสดใสของดอกไม้ทั้งป่าไม้นานาพรรณ, ไร่มะกอกพลิ้วใบเล่นลม, โรงบ่มไวน์ขนาดเล็กแต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพเกินตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ในเชิงเขาles applied,  หมู่บ้านยุคกลางที่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นดั่งลมหายใจของชุมชน และ ที่สำคัญอาหารการกินที่นี่ตระการตาสุดโคตร.....อร่อย...เริ่ด เกินจะบรรยาย

            ผมบินมาลงมาร์กเซย(Marsaille) เมืองท่าเศรษฐกิจหลักของประเทศ เป็นเมืองที่มีประชากรอันดับสองรองจากปารีส เช้าตรู่อย่างนี้เหมาะที่จะไปนั่งจิบกาแฟแถวท่าเรือเก่าที่มีตลาดปลา vieux port เสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าพ่อค้าปลา ปลุกให้แถวท่าเรือคึกคัก จนบางครั้งแทบจะกลายเป็นชุลมุน คนเมืองนี้มีหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่งเศส แขก จีน อัลจีเรียน โมรอกเกียน อัฟริกัน รวมกันไปถึงพวกที่มีเชื้อสายผสมปนเปจนแยกไม่ออกว่าเถือกเถาเหล่ากอมาจากที่ใด ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดั่งประธานยูเอ็น กำลังนั่งฟังบรรดาสมาชิกกำลังถกปัญหาอย่างเคร่งเครียด ต่างกันตรงที่ว่า ที่นี่มีกลิ่นคาวปลา..

            ไม่ไกลกันนักจากท่าเรือ มีเกาะเล็กๆ ซึ่งสามารถนั่งเรือข้ามไปได้ โดยใช้เวลาซัก15นาทีก็จะถึง เกาะที่ผมพูดถึงนี่คือ เกาะชาโตว์ดีฟ(chateaux d’if Island) ที่นี่มีเรื่องเล่าลือกันว่ามีนักโทษหน้ากากเหล็กถูกนำมาขังที่นี่ก่อนจะถูกย้ายไปขังและจบชีวิตลงที่คุกบาสตีลในปารีส เค้าโครงเรื่องนี้เขียนมาตั้งแต่ยุค Louise14 โดยวอลแตร์ และก็เล่าขานต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยใส่สีตีไข่กันเพื่อความมันส์ปาก ล่วงเลยมากว่า300ปี จากแค่ผ้าปิดหน้ากลายมาเป็นหน้ากากเหล็ก โดยนักเขียน Alexan Dumars คนเดียวกับที่แต่งเรื่องของดาตาญัง ในสามทหารเสือ the three musketeer ซึ่งได้รับความนิยมมากเสียจนคนติดกันงอมแงม ส่วนใครจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลพินิจและสติปัญญานะครับ

             จากบนเกาะมองย้อนเข้าไปในแผ่นดินจะเห็นโบสถ์นอเตรอะดาม เดอลา การ์ด ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบนของเนินเขา เรื่องช็อปปี้งก็เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป ไม่มีอะไรต้องมาอธิบายกันให้มากความ ส่วนเรื่องของที่ระลึกก็มีขายประปรายแถวท่าเรือ แต่คุณต้องระวังอย่าเดินหลงเข้าในซอยเปลี่ยว ที่มี่ทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลดยังกับเขาวงกตในเขตเมืองเก่าเชียว เพราะเดี๋ยวจะได้ใบแจ้งความกลับมาเป็นของที่ระลึกแทน แล้วจะมาหาว่าผมไม่ได้เตือนไม่ได้นะฮาฟฟฟฟฟว์

            เมืองมาร์กเซยนี้ของดีอยู่ที่เรื่องกินไม่ใช่เรื่องเที่ยวครับ ที่ดังไปทั่วคือbouillabaisse หรือ ซุปปลา” ในสมัยก่อนพวกกะลาสีเรือชาวกรีกและฟีนีเชียนได้มาสร้างเมืองแถวนี้ พอว่างก็ออกไปจับหอย ปู ปลา เป็นอาหาร ตัวไหนที่ใหญ่หน่อยก็เก็บไว้ขายไว้กิน ส่วนเศษๆหอย ปู ปลา ที่จับมาได้ ครั้นจะทิ้งก็เสียดายเลย เขาเอามาต้ม เคี่ยวเป็นน้ำซุป เติมเครื่องพวกสมุนไพร หญ้าฝรั่นที่มีเยอะแถวนั้นเข้าไป ในที่สุดก็กลายเป็นอาหารประจำถิ่นมาแต่โบร่ำโบราณ ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาให้ถูกลิ้นถูกปากตามความนิยมของคนในแต่ละยุค แต่ละสมัย จนมาถึงยุคปัจจุบัน.. จากอาหารยาจก กลายมาเป็นอาหารขึ้นเหลา ปลาที่เอามาเคี่ยวน้ำซุปก็เป็นปลาดีมีชาติตระกูล จากกุ้งฝอยก็เปลี่ยนเป็นลอปสเตอร์ ให้มันสมกับชาติปากและลิ้นห่อทองของคนยุคนี้ การกินต้องมีพิธีรีตองให้ยากเข้าว่า คือพอต้มหอยปูปลาได้ที่แล้วเค้าจะแยกน้ำซุปออกมา นำเนื้อปลาสุกไปแล่เอาก้างออกเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งต้ม ส่วนน้ำซุปเอาไปปรุงรส ก่อนกินก็ต้องวางขนมปังกรอบ กระเทียมสดลอยบนซุป ราดตามด้วยซอสสีเหลืองข้นที่ทำมาจากไข่แดง เรียกว่า la rouille บนขนมปังกรอบอีกที..เฮ้อ”” กว่าจะได้กินแต่ละที!!!!      พอได้กินมัน... โอว้ พระเจ้าจอร์จ มันสุโค่ยมากกกกก ของเค้าดีจริง!!! ย้ำอีกที ว่าดีจริงๆนะจ๊ะ

            อ่อเกือบลืมบอกไป ก่อนกินต้องซดปาสติส(pastis) เหล้าพื้นเมืองซักเป็ก ผสมน้ำเย็นช่วยเร่งน้ำย่อยดีนักแล

            หมดของคาว ก็มาลุยต่อกับของหวานกันเลยครับพี่น้อง มันคือ นูการ์(nougat) ก็ตังเมใส้ถั่วบ้านเราดีๆนี่เอง แต่ว่าของที่นี่เขาทำมาจากไข่ขาว อัลมอนด์ น้ำผึ้งตีจนขึ้นขาวแล้วเอามาทำเป็นไอศกรีม โอ้แม่เจ้า..คิดได้ไงเนี่ยะ!!! ปิดท้ายล้างคอด้วยกาแฟ แล้วกระแทกปากตามด้วยบิสกิตnavette ขนมเก่าแก่รูปเรือที่ผสมกลิ่นดอกส้ม ก็เป็นอันเสร็จพิธีเที่ยวเมืองmarsaille….Bon appétit!

 
 
  SLOW LIFE

ในโลกที่ทุกสิ่งทุกล้วนอย่างรีบเร่ง การได้ย้อนเวลากลับสู่อดีตโดยห้วงคิดคำนึง

หรือ การได้เดินทางไปยังที่ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่มี wi-fi สถานที่ๆอิงแอบแนบชิดกับธรรมชาติ

จนเป็นเนื้อเดียวกัน จะช่วยให้ผู้คนในสังคมเบี้ยวๆบูดๆใบนี้ได้ย้อนรำลึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่

เกิดขึ้นในชีวิต..

 

แท้จริงแล้วมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดมาจากธรรมชาติ แล้วมนุษย์ก็พยายามแยกตัวออก

จากธรรมชาติ ทุกยุคทุกสมัยต่างหาเหตุผลต่างๆนาๆมาสนับสนุนความชอบธรรม จนทุกวันนี้เราแยก

ออกจากธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ทั้งชีวิตความเป็นอยู่และความคิด จริงอยู่เหมือนเหรียญมีสองด้าน

ข้อดีของแนวคิดนี้อาจมีบ้าง แต่ข้อเสียมีมหาศาล นั่นคือมันทำให้มนุษย์เราเจอมหันตภัยจากธรรมชาติ

จนเกิดโศกนาฎกรรมไม่เว้นว่างโดยที่มนุษย์ยังไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ หรือบางครั้งแทบไม่รู้ตัว

     

เพียงเพราะเราละทิ้งธรรมชาติและไม่ใส่ใจสัญญานจากธรรมชาติที่ส่งมาเตือนก่อนเกิดเหตุเภทภัยทุกๆครั้ง

หลายครั้งหลายหนที่มนุษย์ฝืนกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติ เอาใกล้ตัวก็จากการใช้สาร


เคมีทั้งหลายแทนวัสดุจากธรรมชาติ อาหารที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ชีวิตประจำวันที่แสนเร่งรีบ


และเครียดจนเกินสมดุลชีวิต รวมไปถึงการพยายามเอาชนะธรรมชาติในวิธีต่างๆเช่น สร้างเขื่อน

กำแพงสูงหลายสิบเมตรริมตลิ่งกันน้ำเอ่อ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตัดป่าปลูกพืชไร่ หรือ รวมประเทศ


ที่แตกต่างกันทั้งด้านภาษา นิสัยใจคอ วัฒนธรรม ฐานะความเป็นอยู่ มาผูกรวมกันเป็นกลุ่มเดียวกัน


สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการฝืนธรรมชาติ มนุษย์มีความสามารถที่ทำได้ แต่มันไม่จีรังยั่งยืน..

สักวันธรรมชาติจะลงโทษ และสั่งสอนให้จนมนุษย์เข็ดหลาบ หลาบจำแล้วหวนกลับสู่อ้อมกอด


ของธรรมชาติ เพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดำเนินชีวิตแบบเนิบช้า อีกสักครั้ง...

                                                                                        

                                               

Traveller Pro.

 
 
  ................. วัน ๆ ไม่เห็นแม่ทำอะไรเลย ..............

              นอกจาก......

               กวาดบ้าน

               ถูบ้าน

               เก็บที่นอน

               ทำอาหารเช้า

               เตรียมถุงเท้าขัดรองเท้า

               อาบนำ้ให้ลูก

               ขับรถไปส่งที่โรงเรียน

               ซักผ้ารีดผ้า

               เก็บกวาดขยะ

               สอนการบ้าน

               คิดอาหารอร่อยให้ลูกกิน

               ร้องเพลงให้ฟัง

               เล่นเกมส์เป็นเพื่อน

               พาลูกไปเที่ยว

               อ่านนิทานให้ฟัง

               บ่นเพราะลูกดื้อ

               พาไปว่ายนำ้

               พาไปเรียนดนตรี

               พาไปเรียนศิลปะ

               แบกกระเป๋าแทนลูก

               จูงข้ามถนน

               ซื้อขนมมาฝาก

               รู้ใจลูก

               แบ่งปันของยุติธรรม

               เตรียมชุดนอน

               นอนกอดลูกให้ฝันดี

               ป้อนยาตอนป่วยไข้

               เช็ดตัวเมื่อไม่สบาย

               เย็บกระดุมเสื้อให้

               ผูกเชือกรองเท้าให้

               ซ่อมของเล่นให้ลูกเมื่อเสีย

               เป็นเพื่อนคุย

               เวลาลูกเลือดไหลก็เช็ดให้อย่างดีไม่ให้ลูกเจ็บ

               ตัดเล็บ

               ล้างจมูก

               พาไปตัดผม

               แคะหู

               สระผม

               ปลอบใจเมื่อลูกกลัว

               ชมเชยเมื่อลูกทำดี...

             แค่นี้เองที่แม่ทำ…เรารักแม่

“Traveller Pro”

                                                                                                                                            12 ส.ค. 55

 
 
  ............................... หอแสนหวัง .........................

หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ชายป่าของเทือกเขาพนมดงรัก มีกันอยู่ไม่กี่สิบหลังคาเรือนทุกคนรู้จักกันตั้งแต่เด็กยันแก่ อยู่กินแบบพึ่งพาอาศัยกัน มีเหลือก็เผื่อแผ่ ลานดินเตียนโล่งกลางหมู่บ้าน เป็นจุดรวมจิตใจเพราะใช้เป็นที่จัดงานแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น.. งานบวช โกนจุก งานแต่ง งานตาย งานบุญประจำปี งานฉลองตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ

ด้านซ้ายของลานดินข้างต้นตะขบใหญ่มีหอคอยสูงเสียดฟ้า เรียกกันว่า “หอแสนหวัง” หอที่ทุกคนในหมู่บ้านต้องเคยมาอธิฐาน ขอให้สมหวัง ชรอยเจ้าพ่อเจ้าแม่หอแสนหวังเมตตาชาวบ้านจึงบันดาลให้สัมฤทธิ์ผลทุกคำขอ และตามธรรมเนียมประเพณี

เมื่อบนบานสานกล่าวแล้วก็ต้องเอาก้อนอิฐมาโบกปูนวางต่อยอดกันขึ้นไปเรื่อยๆ ทำกันมาร่วมร้อยปี ปู่สุข หมอประจำหมู่บ้านอายุซัก 80 ปี แกเล่าว่าตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นปู่ของแกปีนขึ้นไปวางอิฐตอนที่แกรอดตายจากไข้ป่า.. คืนหนึ่งฟ้าแจ่มดาวพราวเต็มฟ้า ชาวบ้านต่างหลับใหลอากาศต้นเดือนห้ากำลังเย็นสบาย ลมพัดเอากลิ่นไม้ป่า หอแสนหวังตั้งตระหง่านสูงทะลุม่านหมอก สงกรานต์ที่เพิ่งพ้นไป ลานดินยังหมาดๆ

ลูกหลานที่ไปหางานทำที่ในตัวเมืองจังหวัด พากันต่างกลับมา รดน้ำดำหัวพ่อแก่แม่เฒ่าต่างก็ถือโอกาสบนบานศาลกล่าวหอแสนหวังเพื่อเป็นกำลังใจเติมพลังไปสู้กับโลกกว้างที่มีแต่การแข่งขันแย่งชิง เอาเปรียบกัน ยอดหอแสนหวังเลยมีก้อนอิฐใหม่มาต่อยอดสูงลิ่ว......

เช้ามืดวันรุ่งขึ้นเสียงกลองจากวัดโคกขามท้ายทุ่งดังระรัวแจ้งเหตุปลุกหมู่บ้านที่กำลังอยู่ในความฝันให้ตื่นมาพบกับความจริงที่แสนโหดร้าย กลางลานดินเต็มไปด้วยชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันเซ็งแซ่ ถัดไปข้างๆเป็นซากปรักหักพังกองอิฐของหอแสนหวังที่ พังทลาย ลงมาก่อนรุ่งสาง พระครูออกมาบิณฑบาตรเจอเป็น  คนแรก

แล้วเรื่องหอแสนหวังก็ดังเหมือนไฟลามทุ่ง.. ยามสาย ตามตลาด ท่าน้ำ ณ ร้านกาแฟคนโจษขานกันล้วนแต่เป็นเรื่องร้ายๆ ว่าจะเกิดอาเพศ เป็นลางร้ายต่างๆนาๆ ทั้งที่ไม่มีใครคนใดรู้ข้อเท็จจริง แต่ที่แน่ๆหัวใจชาวบ้านทุกดวง แตกสลายไปพร้อมกับหอแสนหวังเสียแล้ว..

ไม่มีคืนใดไหนที่จะข่มตาหลับสนิทรอยยิ้ม เสียงหัวเราะค่อยๆจางหายไปจากหมู่บ้าน ความขมขื่นความเศร้าเข้ามาแทนที่ ทุกคนหวาดกลัวลางร้ายที่ย่างกรายเข้ามา โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผู้หลักผู้ใหญ่รวมถึงผู้ใหญ่บ้านต่างพูดถึงเรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับหมู่บ้าน ไฟใหม้ น้ำท่วม แผ่นดินแยก เลยเถิดไปถึงโลกแตก

ในที่สุดครอบครัวแรกคือปู่สุข ก็ย้ายออกจากหมู่บ้านด้วยเหตุผลกลัวน้ำท่วม จากนั้นอีกหลายบ้านก็ทยอยย้ายออกไปตายเอาดาบหน้า สองอาทิตย์ต่อมาคณะสงฆ์เป็นคณะสุดท้ายที่ออกจากหมู่บ้าน เพราะไม่เหลือญาติโยมใส่บาตร ขืนอยู่ก็อดตาย พวกเขาเหล่านั้นไปแล้วไม่หวนกลับมาอีกชั่วชีวิต..ทิ้งให้เป็นหมู่บ้านร้าง..

ก้อนอิฐ ก้อนสุดท้ายจากน้ำมือพวกเขา คือเหตุทำให้หอแสนหวังรับน้ำหนักไม่ไหว แตกหักพังทลายอยู่กลางลานดิน.. โทษกันแต่ดิน ฟ้า อากาศ ภัยพิบัติ เหตุอาเพศ แต่พวกเขาไม่เคยโทษตัวเอง..

 

“Traveller Pro”

 
 
  ......................... รำลึกยูโกสลาเวีย ........................

พอเท้าได้เหยียบแผ่นดินยูโกสลาเวียแล้ว ผมหวนคิดถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “No Man's Land” หนังเล็กๆ จากประเทศบอสเนีย เฮเซอโกวิน่า ที่ว่าด้วยเรื่องของสงครามแบ่งแยกดินแดนของฝ่าย เซิร์บ และ โครแอท ที่ดูทีท่าว่าจะดำเนินไปอีกตลอดกาลไม่มีวันจบสิ้น เพราะต่างฝ่ายต่างก็ดูเชิงกันโดยไม่มีใครยอมที่จะอ่อนข้อให้ก่อน

สงครามที่เกิดขึ้นมาก็ด้วยเหตุเดียวกันนี่แหละ คือไม่มีใครยอมให้ใครก่อน

ประวัติศาสตร์ของยูโกสลาเวีย เริ่มต้นจากเผ่าสลาฟอพยพลงมาทางใต้ทวีปยุโรปแถวแหลมบอลข่าน ตั้งแต่ ศต.6 มากันหลายเผ่าหลายก๊วน เป็นพี่น้องว่านเครือเดียวกันไม่ต่างกันทั้งหน้าตา ภาษา และวัฒนธรรม สร้างบ้านเรือนทำมาหากินอย่างสงบสุข มีศาสนาคริสต์ออโธดอกซ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เดิมอยู่ในอาณัติของของจักรวรรดิออสเตรีย- ฮังการี มีเพียงเซอร์เบียและมอนเตรเนโกรที่เป็นรัฐอิสระ

อยู่มาวันหนึ่งอาณาจักรใหญ่ฮับเบิร์ก ค่ายแคทอลิกกับออตโตมานแห่งอิสลามได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ เข้ามายึดครองสลาฟใต้ ดำเนินนโยบายกลืนชาติกลืนวัฒนธรรม

นานวันเข้า...เหล่าสลาฟก็หลงลืมรากเหง้าตัวเอง อยู่ใกล้ใครก็เข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกับเขา รับเขาทุกสี่งอย่างจนหมดใจ..เริ่มมีรอยแยกในใจ

หลังสงครามโลกครั้งที่1 สลาฟเซิร์บแทงหวยถูกอยู่ข้างผู้ชนะสงคราม ตั้งตัวเป็นพี่อ้ายรวบรวมสลาฟทั้งปวงตั้งประเทศราช ฝ่ายเซอร์เบีย โครเอเทีย และสโลเวเนียรวมตัวกันเป็นราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย มีกษัตริย์อเล็กซานเดอร์จากเซอร์เบียปกครอง อเล็กซานเดอร์เอาใจปรนเปรองบหลวงให้แต่สลาฟเซิร์บ ไม่สนใจใยดีสลาฟอื่นเช่นโครแอต สโลวีน บอสเนียน เพราะถือว่าไม่ใช่พวกตัว

เมื่อผู้นำไม่เป็นธรรมท้ายสุด กษัตริย์อเล็กซานเดอร์จึงถูกปลงพระชนม์ โดยกลุ่มที่ถูกหยามเกียรติ... และมกุฎราชกุมารเปตาห์ รัชทายาทกลายเป็นหุ่นเชิดที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะผู้สำเร็จราชการ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง คณะผู้สำเร็จราชการแทนมกุฎราชกุมาร เปตาห์ ตกลงให้โครเอเชียมีสิทธิปกครองตนเอง โดยยูโกสลาเวียให้การดูแลในบางเรื่อง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะเดียวกันนั้นได้เกิดฝ่ายทหารล้มล้างคณะผู้สำเร็จราชการและแต่งตั้งให้มกุฎราชกุมารเปตาห์ เป็นกษัตริย์ ภายหลังจากนั้นกองทัพเยอรมันได้บุกเข้าโจมตีกรุงเบลเกรด กษัตริย์เปตาห์ ทรงลี้ภัยออกนอกประเทศ และไม่มีใครจดจำอีกต่อไป

ค.ศ. 1944 เหล่าสลาฟได้ผู้นำดีชื่อ โจซิฟ ตีโต้ จอมพลคอมมิวนิสต์ ลูกครึ่งโครแอต-สโลวีน จิตใจงาม ยึดยูโกสลาเวียได้และแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย"  ประสานผลประโยชน์ทุกฝ่ายเกิดความสามัคคี ทุกก๊วนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ทรัพยากรมหาศาลถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ การทหารเข้มแข็ง การค้าการพาณิชย์ขั้นเทพ เปิดประตูการค้าทั้งโลกทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ที่เรียกกันว่าลัทธิตีโต้

ยูโกสลาเวียกลายเป็นมหาอำนาจ

แต่ความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ้นบุญตีโต้ รอยร้าวระหว่างวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์เริ่มแสดงออกมา...

สโลวีเนียและโครเอเชีย (อยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ) เคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันและตกทอดมาจนถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จึงมีลักษณะทางวัฒนธรรมไปทางยุโรป(คริศต์ศาสนาโรมันคาธอลิกส์) ส่วนรัฐทางตอนใต้ คือ เซอร์เบีย มอนเตนิโกร บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา และมาเซโดเนีย เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรไบแซนไทน์และจักรวรรดิออตโตมาน พื้นฐานทางวัฒนธรรมจึงเป็นแบบมุสลิมหรือ คริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์

กับดักอันไม่น่าอภิรมย์แห่งนี้ถูกบรรจุไว้ด้วยผู้คนที่กราดเกรี้ยวในสงครามที่ทั้งสองฝั่งล้วนพูดภาษาเดียวกัน...

ผู้นำคนใหม่บุญบารมีไม่ถึงชื่อ สโลโบดัน มิโลโชวิซ สายเลือดเซิร์บ100% ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ต้องการกดหัวสลาฟก๊วนอื่นที่ไม่ใช่พวกตน เกลียดพวกต่างศาสนา ยิ่งช่วงนั้นกลิ่นไอประชาธิปไตยโชยหอมกรุ่นเพราะกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย สลาฟที่ถูกข่มเหงอยากตั้งตัวเป็นอิสระ

โครเอเชียและสโลวีเนียที่ก่อนหน้านี้พรรคคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งก็ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชพร้อมกับการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ จากนั้น ในปี ค.ศ. 1992 บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา จัดการสำรวจประชามติและประกาศแยกตัวเป็นเอกราช

มุสลิมบอสเนียต้องการแยกตัวเป็นเอกราช แต่ชาวเซิร์บในบอสเนียเฮอร์เซโกวีนาไม่เห็นด้วยและต่อต้าน ภายใต้การนำของนายราโดวาน คาราดิค โดยประธานาธิบดีสโลโบดาน มิโลเซวิค แห่งเซอร์เบียให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ ชาวเซิร์บต้องการฟื้นฟูอาณาจักรเซอร์เบียขึ้นมาโดยการรวมดินแดนบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาที่มีชาวเซิร์บอาศัยอยู่ให้เข้าไปอยู่ใต้การปกครองของเซอร์เบีย

ต่างคนต่างอยากเป็นใหญ่อยากเป็นผู้นำเผ่า อุปมาเหมือนพี่น้องทะเลาะกัน พี่อ้ายมิโลเชวิซเอาแต่ใจไม่ฟังน้องใช้กำลังทุบตี

น้องสู้ไม่ได้ไปฟ้องเพื่อนบ้านที่เรียกตัวเองว่ามหาอำนาจผู้มักมากในผลประโยชน์ ที่นี้ก็ยุ่งเพราะมหาอำนาจกำลังต้องการลิดรอนอำนาจสกัดดาวรุ่งพุ่งแรง ทั้งแลเห็นทรัพยากรมากโขเลยยุยงส่งเสริมให้พี่น้องฆ่ากัน

สงครามเริ่มต้นในช่วงนั้น... และการเผชิญหน้ากันระหว่างปัจเจกชนสองคนของสองชาติที่มีความเท่าเทียมกันก็เกิดขึ้น

บ้านเมืองเกิดกลียุค ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขนาดมัจจุราชยังไม่กล้ามอง บ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยง ใจสลายจนไม่สามารถประสานได้เหมือนเดิม

ด้วยการถกเถียงแบบเด็กสองคนทะเลาะกัน ต่างคนต่างพยายามยัดเยียดให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เริ่มสงคราม ก่อนที่จะลงเอยด้วยการเอาก้อนดินก้อนหินขว้างกันแบบเด็กๆ ...แล้วหนึ่งในนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองกำลังถือปืนอยู่นี่หว่า และแน่นอนว่าอำนาจย่อมอยู๋ในมือผู้ถืออาวุธ (ที่เหนือกว่า) เช่นเดียวกับที่มีคนพูดอยู่เสมอว่าผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์นั่นเอง

ค.ศ. 1995 ...สี่ปีหลังสงครามแบ่งแยกดินแดน สโลโบดาน มิโลโซวิซ และประธานาธิบดีโครเอเชีย และบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาลงนามในข้อตกลงสันติภาพหลังจากนาโต้โจมตีทางอากาศต่อกองทัพเซอร์เบียอย่างหนัก

ค.ศ. 2000 มิโลโซวิซ แพ้การเลือกตั้ง เขาเสียชีวิตเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 2006 ในเรือนจำของศาลอาญาโลก กรุงเฮก เนเธอร์แลนต์ ในคดีอาชญากรรมและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโคโซโว บอสเนีย และโครเอเทีย

สิ้นเสียงปืน กลิ่นควันไฟ อดีตมหาอำนาจกลายเป็นประเทศไร้ซึ่งอนาคต เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพัง เศรษฐีกลายเป็นยาจก จนยากที่จะหวลคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ความรักใคร่ในอดีตกลายเป็นเพียงความหลัง ทิ้งไว้เพียงรอยร้าวประทับในใจชาวสลาฟทั้งมวล....

มาเบลเกลดครานี้ หวลคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนยังไงชอบกล.....

 
 
  JUST DO IT

"ความสุขเหมือนผีเสื้อ ถ้าเราวิ่งตามมันจะบินหนี แต่ถ้าอยู่นิ่งๆมันจะมาเกาะเราเอง" ผมว่าคนคิดช่างเป็นคนที่โรแมนติกเหลือเกิน แต่ในโลกของความเป็นจริงใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ ทุกสิ่งอย่างในโลกใบนี้ทั้งความรัก หน้าที่การเรียน การงาน สุขภาพ และอื่นๆอีกมากมาย..

มันต้องเริ่มจากความอยากได้อยากมี แล้วหาเหตุผลมาแสดงความชอบธรรมในการกระทำที่เราเรียกเท่ห์ๆว่า แรงบัลดาลใจ

จากนั้น ต่อด้วยความพยายามเพื่อให้สำเร็จถึงฝั่งฝัน ขั้นตอนนี้ละครับที่สังคมแยกแยะเราว่า เป็นคนดีหรือเลว เป็นคนโง่หรือคนฉลาด จากวิธีการกระทำเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จของแต่ละคนซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างกันทั้งวิธีการและเวลา..

บางคนทำแป๊บเดียว บางคนอาจใช้เวลาชั่วชีวิต และอีกหลายๆคนที่ชาตินี้ยังทำไม่สำเร็จต้องไปต่อกันชาติหน้า!!! ไม่มีอะไรได้มาง่ายดาย.

ประโยคที่ว่าแค่อยู่นิ่งเฉยความสุขจะโบยบินมาหาเองอาจจะใช้ได้กับคนที่ผ่านความพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อตะเกียกตะกายสู่ความสำเร็จแล้วเขาผู้นั้นทำได้..

อารมณ์ประมาณว่าปีนจนถึงยอดเขาปักธงเสร็จแล้วนั่งพัก มีลมเย็นโชยมาพร้อมกลิ่นหอมจางๆของดอกไม้ป่าแล้วพูดประโยคนี้...อันนี้ใช่เลย แต่พวกที่หาเช้ากินเที่ยง พวกอ่านหนังสือไม่จบแต่พรุ่งนี้จะสอบ พวกสามวันดีสี่วันไข้ พวกนี้ต่อให้อมพระมาพูดประโยคนี้ยากที่จะเชื่อ..

แต่ความสุขมันแฝงอยู่ทุกขั้นตอนแม้จะไม่เด่นชัด สุขตั้งแต่เริ่มอยาก เริ่มลงมือทำ แต่ขอให้ทำอย่างดีที่สุด.

เหมือนความรักนี่สุขที่สุดตอนที่จีบกันลุ้นตัวโก่งว่าติดหรือไม่ติด.. ช่วงนี้เป็นช่วงที่จดจำได้ไปตลอด ในที่สุดไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สุขเท่าตอนจีบ หรือว่าไม่จริง?

ถ้าจริงลงมือทำเลยครับ ..ความสุขมันรอคุณอยู่...ตามนั้น

Traveller Pro.

Bangkok

 
 
  <<<<<< เพราะ...อากาศ หรือ ตัวเราเปลี่ยน >>>>>>

เพราะ...อากาศ หรือ ตัวเราเปลี่ยน                                                  

ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นในสวนสาธารณะริมทะเลสาบ Malaren

กลางกรุงสต๊อกโฮล์ม ต้นไม้ใหญ่ทิ้งใบคงแต่กิ่งก้าน เก้าอี้ตัวยาวสีแดงสดในสวนที่ร้างคนนั่ง เรือพายริมน้ำ ถูกยกขึ้นมาพักบนริมฝั่ง อากาศเย็น แต่ก็ยังคงสดใสด้วยแสงแดดที่แผ่มาพร้อมไออุ่น ทำให้คนที่นี่นิยมมาออกกำลังกายกันคึกคัก.....


ยายหน้าตาท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายกัน พอรู้ว่าผมมาจากเมืองไทย เธอถามถึงเรื่องนำ ท่วมที่บ้านเราและอีกหลายๆเรื่องที่เธอใคร่รู้ เธอว่าบอกคนสวีเดนรักเมืองไทยมาก รักน้ำ ใจของคนไทยที่ช่วยเหลือกันเมื่อคราเกิดสึนามิเรื่องที่ผมและเธอคุยกันนั้นเป็นข่าวเชิงบวกที่พวกเราคนไทยต้องมาฟังเองนอกประเทศ จากปากของเพื่อนชาวต่างชาติในขณะที่สื่อไทยในเมืองไทยสนุกกับการโหมกระพือข่าวในทางลบ ที่คอยบั่นทอนกำลังใจเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ข่าวยิ่งร้ายยิ่งขายดีหรือว่านี่คือรสนิยมการบริโภคข่าวสารของคนส่วนใหญ่ในประเทศ... ยายเล่าต่อว่าเหตุภัยพิบัติต่างๆในโลกมันมีหลายหมื่นหลายพันปีมาแล้ว ตั้งแต่ธารนำ แข็งช่องแคบแบริ่งละลาย คลื่นยักษ์กลืนนครแอตแลนติสในยุคกรีก แผ่นดินไหวภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดในยุคโรมัน และอีกนานานับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น และในยุคนั้นคนยังไม่มีพลาสติกใช้ไม่มีการตัดไม้เถื่อนก็เลยไม่มีข้ออ้างเรื่องโลกร้อน..ฮา :p..


แต่มีอยู่สี่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดเราคอยเตือนเราตลอดมา ก็คือ ““ธรรมชาติ” คนสมัยก่อนผูกพันกับธรรมชาติจนแยกกันไม่ออก เมื่อมีสี่งหนึ่งสิ่งใดผิดปกติหรือเกิดความผิดเพี้ยนของธรรมชาติผู้คนจะคอยระวังภัย เมื่อมีหายนะคืบคลานมา คนจึงหลบหลีกพ้นไม่ตายกันเป็นเบือเหมือนในปัจจุบัน...


เปรียบเสมือนเดินเท้าเปล่าเหยียบดินทำให้คนรู้สึกถึงความร้อนเย็น.. สัมผัสถึงการสั่นสะเทือนของผิว
ดินได้ มันเหมือนสัญญาณของธรรมชาติที่ส่งต่อมายังมนุษย์..วันแล้ววันเล่า จนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
เมื่อมองย้อนกลับมาในวันนี้เท้าเราไม่ติดดินกันแล้ว เราต่างก็มีถุงเท้าหุ้มด้วยรองเท้าเหยียบย่ำบนพรมแถมเดินบนตึกสูงระฟ้า ในขณะที่ธรรมชาติยังคงทำหน้าที่เตือนภัยผู้คนอย่างซื่อสัตย์แต่มนุษย์เองที่เป็นฝ่ายหลงลืมและหนีห่างจากธรรมชาติ มัวแต่หลงใหลได้ปลื้มกับเทคโนโลยีล้ำยุค ว่าแล้วยายก็จูงมือผมเดินไปดูต้นเบอรี่ป่าในสวนที่ออกผลเป็นพวงเต็มต้นสีแดงสด นับสิบต้นแทบทุกต้นไม่มีใบแต่เต็มไปด้วยผล ยายบอกว่า ““หนาวที่จะมาถึงนี้จะหนาวมากกก หนาวทารุณและยาวนาน” เพราะผลเบอรี่ออกลูกดกมากผิดปกติเพื่อเป็นอาหารให้กับนกอย่างเพียงพอที่จะผ่านฤดูหนาวที่ยาวนานนี้ไปได้นี่คือสมดุลของชีวิต...ยายเองก็เตรียมพร้อมตามสัญญาณของธรรมชาติที่ส่งมาถึงสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว....


ต้นเดือนกุมภาพันธ์ตามแผงหนังสือกลางกรุงเทพฯ ข่าวหน้าหนึ่งเกือบทุกฉบับนอกเหนือจากข่าวจี้ ปล้น ข่มขืน ส.ส.กัดกัน มีอีกข่าวที่สะดุดตาและขโมยความรู้สึกนึกคิดของผมไปชั่ว ณ ขณะหนึ่งก็คือ

"ยุโรปหนาวที่สุดในรอบศตวรรษ คร่าชีวิตผู้คนนับพัน" .......


ผม..คิดถึงยายใจดีขึ้นมาทันที..


Traveller Pro Bangkok

 
 
  ..... "รัก" คำเล็ก .....

ในห้วงบรรยากาศของเดือนแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ เปรียบดั่งเป็นวันที่คอยเตือนใจให้คู่รักทั้งหลายหันกลับมามองกัน ปรุงแต่งรสรักให้มีสีสันและรสชาดใหม่ๆ เพราะหลายคู่อาจหลงลืมกันด้วยเหตุผลเช่น การเรียน การงาน ความรีบร้อนต่างๆ จนสติตกหล่นในชีวิตประจำวัน และหรือนานาเหตุผล....

 

หลายคู่เรี่มปลูกต้นรักในวันนี้ เพราะบรรยากาศเป็นใจ ส่วนคู่เก่า คู่แก่ คู่ทุกข์ คู่ยาก คู่เวร คู่กรรมก็ขอให้หยุดสักนิดหันมามองกัน รำลึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดด้วยกัน แม้ว่าจะผ่านล่วงเลยเวลามานานจนถูกทับถมอยู่ชั้นใต้สุดในจิตใจ ถ้าทั้งสองช่วยกันค้นหาด้วยหัวใจที่หล่อหลอมเป็นดวงเดียวกัน คุณจะพบมัน..แล้วมันจะเด่นชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน..จนคุณต้องแอบยิ้ม

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นคู่ไหนๆ ก็ขอให้มีรักคำเล็กๆ เพื่อให้เราได้หิวและเฝ้าเติมความรักให้กันและกันอยู่เสมอ อย่าตะกละตะกลามกับความรัก รักคำใหญ่อาจทำให้อิ่ม แต่คงไม่โหยหา.. และอีกนานกว่าจะอยากกินอีกครั้ง หากเมื่อใดที่พลั้งเผลอรักคำใหญ่เกินพอดี ครั้งเดียวคงจุกเสียด จนถึงขั้นอยากอาเจียนความรักออกมา นอกจากจะไม่ตราตรึงซึ้งในรักนั้นแล้ว ยังพาลให้เข็ดขยาดความรักไปอีกนาน.....

สุขสันต์เดือนแห่งความรักนะคร๊าบบบบบบ

 
 
  ............................. ทำมาหาเที่ยว .............................

คนไทยมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนชาติอื่นคือ  “ทำมาหาเก็บ” เริ่มจากเก็บไว้ยามขัดสน พอฐานะไม่ขัดสนก็เก็บไว้ให้ลูกหลาน  เก็บไว้รักษาตัว  เก็บไว้ให้อุ่นใจ นาๆเหตุผล....แต่โดยสรุปคือ “เก็บ”...ผมแปลกใจที่คนเหนื่อยยากลำบากตรากตรำทำงานให้ได้เงินมาเพื่อเก็บ...

จริงหรือถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะทนลำบากทำไม??  เงินเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้เติมเต็มความต้องการ  ผมเชื่อว่าเราต้องมุ่งมั่นทำงานหนัก  มีเป้าหมายในชีวิต...เมื่อได้มาตามต้องการต้องใช้เงินสร้างความสุขแต่งเติมฝันให้เป็นจริง เดินทางสายสุขนิยมทำมาหาเที่ยว...เที่ยวในวันที่สายตามองเห็นชัดเจน ...ทานของอร่อยในวันที่เคี้ยวได้... เดินในวันที่ขาแข็งแรงเติมพลังใจเติมไฟในวันที่เราต้องการมัน..

น่าเสียดายทีบางคนเมื่อมีเงินก็แกล้งหลงลืมความฝันของตัวเอง  คอยผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยประเหมาะเคราะห์ร้ายต้องไปใช้เงินในชาติหน้า   แล้วใครจะรับประกันว่าเค้าใช้เงินสกุลนี้กัน

>>>> มีเงินแล้วใช้เงิน เงินไม่มีวันหมด เพราะมีแล้วถึงใช้   แต่ถ้าไม่มีแล้วไปใช้ก็ตัวใครตัวมันคร๊าบบ......

 
 
  ฝัน

หลายคนใช้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันเริ่มต้นจัดการกับความฝันของตัวเอง  ทั้งฝันใหม่และฝันทีค้างจากปีที่แล้ว…. ต่างคนต่างใจต่างเป้าหมาย.....ฝันอยากผอม…ฝันอยากรวย…ฝันได้ไปท่องเที่ยว  สารพันความฝัน ..ทุกคนมีสิทธิที่จะฝันแต่ไม่ทุกคนที่ทำสำเร็จวิธีง่ายๆที่จะจัดกับความฝันคือลงมือทำมันซะ

ขอให้ปีนี้เป็นที่สนุกและท้าทายนักล่าฝันทั้งหลายจัดการกับมันให้ได้เพื่อที่เราจะได้มีฝันอันไหนในปีต่อไป >>> สนุกดีออก...

           

 
บริษัท ยัวร์ ฮอลิเดย์ จำกัด 6/3 ซอย อารีย์ 5 ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขต พญาไท กทม 10400 โทร 02-279-3577 แฟกซ์ 02-279-5567
E-mail: your_holidays@yahoo.com : www.yourholidaystour.com